ไทยแลนด์
Saturday 1st of October 2022
0
نفر 0

ตัฟซีร ซูเราะฮ์อัลอิคลาศ ตอนที่ 2

ตัฟซีร ซูเราะฮ์อัลอิคลาศ ตอนที่ 2


ความสัมพันธ์กันระหว่างท้องฟ้าและพื้นดิน  มวลสรรพสิ่งทั้งหลายกับมนุษย์  เป็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อน  เป็นระบบที่มีอยู่ในหมู่ของสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย  สมมติว่าท่านได้จ้างคนวาดรูป ๓ คน  และได้สั่งกับคนที่หนึ่งว่า ท่านจงวาดหัวไก่  สั่งกับคนที่สองว่าท่านจงวาดตัวไก่  และสั่งกับคนที่สามว่าท่านจงวาดหาง  และขาไก่  เมื่อท่านนำเอารูปภาพทั้งสามมาวางเรียงต่อกัน  ท่านจะพบว่ารูปทั้งสามนั้นไม่เข้ากันเลย  บางรูปอาจจะใหญ่หรือเล็กไป  บางรูปอาจจะระบายสีสวยงาม  ขณะที่อีกรูปอาจจะดูเลอะเทอะและเปรอะเปื้อนไปทั้งหมด

 

ความสัมพันธ์กันระหว่างดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  พื้นดิน น้ำ ลม ดิน ภูเขา ทะเลทราย ทะเล กับความต้องการของมนุษย์  เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการมีพระผู้สร้างองค์เดียว  มนุษย์นั้นหายใจเอาอ๊อกซิเจนเข้า และหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออก   ขณะที่ต้นไม้นำเอาคาร์บอน เหล่านั้นไปฟอกเพื่อให้เปลี่ยนเป็น ออกซิเจน ยังประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และมนุษย์


ความต้องการของทารกน้อย ๆ ถูกตอบสนองให้ด้วยกับความรักของบิดามารดา

 

ความเหน็ดเหนื่อยในตอนกลางวัน  ถูกขจัดให้หมดไปด้วยการการนอนหลับพักผ่อนในตอนกลางคืน

 

น้ำตาถูกสร้างให้มีรสเค็ม  ส่วนน้ำลายนั้นมีรสหวาน  เพื่อจะใช้น้ำตาทำการชำระล้างดวงตาให้ใสสะอาด  ส่วนน้ำลายช่วยในการย่อยและเป็นการเพิ่มรสชาดให้กับอาหาร

สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความเหมาะสม  และสอดคล้องกันกับธรรมชาติของสรรพสิ่ง  และความต้องการของมนุษย์  และยังเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า  โลกนี้มีพระผู้สร้างเพียงองค์เดียว  ซึ่งพระองค์นั้นทรงปรีชาญาณและทรงเดชานุภาพยิ่ง

 

ในสงครามญะมัล  ได้มีอาหรับทะเลทรายคนหนึ่งมาหาท่านอิมามอะลี (อ.) และถามความหมายของอัต-เตาฮีด  ทำให้บรรดาทหารของท่านอิมามเกิดความไม่พอใจ  และกล่าวกับชายคนนั้นว่า  ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถามเรื่องของเตาฮีด  แต่ทว่าท่านอิมามอะลี (อ.) ได้อธิบายความหมายของเตาฮีดอย่างละเอียดให้ชายผู้นั้นฟัง  และได้กล่าวว่า “ก็เพราะเรื่องของเตาฮีดนี้แหละที่เราต้องทำสงครามกับศัตรู”  (ตัฟซีรฺนูรุษษะเกาะลัยนฺ  เล่มที่ 5 หน้าที่ 709)

 

แน่นอนประวัติศาสตร์อิสลามได้จารึกไว้ว่า  การทำสงครามที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเพื่อการวางรากฐานของเตาฮีด  จึงทำให้กลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์  ลุกขึ้นมาต่อต้านและพาลหาเหตุก่อสงครามกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ครั้งแล้วครั้งเล่า


اللَّهُ الصَّمَدُ

“อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงเป็นที่พึ่ง”

         

หมายถึง การไม่ยอมรับอิทธิพล   และการเปลี่ยนแปลง  และมิใช่ทั้งความว่างเปล่า

อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นที่พึ่งนั้นหมายถึงพระองค์มิใช่วัตถุและมิได้เป็นอวัตถุ  และสิ่งใดก็ตามที่เป็นวัตถุย่อมพบกับการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา   และคงไว้ซึ่งความว่างเปล่า  พระองค์ไม่มีดวงตาดั่งที่มนุษย์นั้นมี   และไม่มีควงตาคู่ใดสามารถมองเห็นพระองค์ได้  พระองค์มิได้เป็นเหมือนสนามแม่เหล็กที่ดึงดูดเหล็กและโลหะวัตถุ  แต่สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนต้องการและพึ่งพิงไปยังพระองค์


อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็น   หมายถึง  ไม่มีอำนาจใด  สามารถมีอิทธิพลเหนือพระองค์  ในทางตรงกันข้าม  อำนาจของพรองค์ครอบคลุมอยู่เหนือมวลทุกสรรพสิ่ง

อัลลอฮฺ (ซบ.)  ทรงเป็น  หมายถึง พระองค์ทรงเดชานุภาพ  และไร้ซึ่งความว่างเปล่า  ซึ่งพลังและอำนาจทั้งหลาย  มาจากพระองค์  ๆ ครอบคลุมอยู่เหนือมวลทุกสรรพสิ่ง

 

อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็น صَمَدُ     หมายถึง การมีของพระองค์สมบูรณ์  และพระองค์ให้ความสมบูรณ์แก่สรรพสิ่งอื่น  ขณะที่สรรพสิ่งใดต้องการไปสู่ความสมบูรณ์  ต้องพึ่งพาและวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระเมตตาของพระองค์  คำบัญชาของพระองค์  อยู่เหนือคำสั่ง และความต้องการทั้งหลาย  พระองค์ไม่ทรงพักผ่อนและนอนหลับ  ไม่ปรารถนาหุ้นส่วน และผู้ช่วยเหลือในการบริหารงาน  เพราะพระองค์เป็น   ที่ไม่ต้องการที่พึ่ง  แต่เป็นที่พึ่งของมวลสรรพสิ่งอื่น


لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُولَدْ

 “พระองค์มิได้ให้กำเนิดและพระองค์มิได้ถูกกำเนิด”


พระองค์  คือผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย  ซึ่งไม่ใช่การกำเนิดสิ่งเหล่านั้น  ภารกิจของพระองค์มิใช่การผลิต  เพื่อจะได้ผลิตสิ่งที่เหมือนกับพระองค์   แต่พระองค์ทรงอุบัติจากสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมา

 

มารดาได้คลอดบุตรออกจากครรภ์  ทารกน้อยคนนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันกับนาง เหมือนนาง  แต่สำหรับพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.)  แล้ว  ไม่มีสรรพสิ่งใดเสมอเหมือนและเทียบเคียงกับพระองค์ได้  พระองค์มิได้ให้กำเนิดสิ่งใด  และมิมีสิ่งให้กำเนิดพระองค์อัล-กุรอานกล่าวว่า


لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ

“ไม่มีสิ่งใดเหมือนกับพระองค์”  (อัซชูรอ /11)


คำพูดที่ว่า  “ไม่มีสิ่งใดเหมือนกับพระองค์”  เป็นคำพูดที่ขัดแย้งกับความเชื่อของคริสเตียน  เนื่องจากว่า  พวกเขาเชื่อว่า ท่านศาสดาอีซา (อ.) เป็นบุตรของพระเจ้า  และท่านศาสดานั้นคล้ายคลึงกับพระองค์  นอกจากนั้นโองการข้างต้นยังได้ปฏิเสธความเชื่อของบรรดามุชริกีน อย่างสิ้นเชิงเช่นกัน  พวกเขาเชื่อว่า  บรรดามะลาอิกะฮฺนั้นเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า  ขณะที่โองการยืนยันว่า  พระผู้เป็นเจ้ามิได้ให้กำเนิดบุตรทั้งบุตรีและบุตรชาย  และพระองค์มิได้ถูกกำเนิดมาจากสิ่งใด  เพื่อที่จะได้กล่าวว่า  ผู้ให้กำเนิดพระองค์มีมาก่อนและดีกว่าพระองค์

 

การมีอยู่ของพระองค์  มิได้เหมือนกับผลไม้  ที่เติบโตขึ้นมาจากการผสมเกษร  หรือเหมือนกับต้นไม้ที่เกิดจากการเพาะเมล็ด  หรือต่อกิ่ง  หรือเหมือนกับน้ำฝนที่เกิดจากการไอน้ำที่รวมตัวกันของก้อนเมฆ  หรือเหมือนกับคำพูดที่ออกจากปาก  หรือเหมือนกับความคิดที่ออกมาจากมันสมอง  พระองค์ทรงมี  แต่การมีอยู่ของพระองค์ไม่เหมือนกับการมีอยู่ของสิ่งใดทั้งหมด  พระองค์มิได้ทรงสถิตอยู่ในสิ่งใด  และไม่มีสิ่งใดสถิตอยู่ในพระองค์  ความสัมพันธ์ของพระองค์กับสรรพสิ่ง  มิได้เป็นเหมือนความสัมพันธ์ของบิดามารดาที่มีต่อบุตร  แต่เป็นความสัมพันธ์ในฐานะของพระผู้สร้างที่มีต่อสิ่งถูกสร้าง

 

ขอขอบคุณ เว็บไซต์ทีวีชีอะฮ์

 

0
0% (نفر 0)
 
نظر شما در مورد این مطلب ؟
 
امتیاز شما به این مطلب ؟
اشتراک گذاری در شبکه های اجتماعی:

latest article

อัลกุรอาน โองการสุดท้ายคืออะไร ...
ในอายะฮ์ที่ได้กล่าวว่า "فَمَنِ ...
...
...
...
ทำไมอิมามฮุซัยน (อ.) ...
...
ความสำคัญของผลไม้ ในอิสลาม
วะฮฺยูคืออะไร ...
...

 
user comment