ไทยแลนด์
Tuesday 24th of May 2022
2063
0
نفر 0

อาชญากรรมยะซีด บุตรมุอาวียะฮ์ในนครมะดีนะฮ์ ตอนที่ 2

อาชญากรรมยะซีด บุตรมุอาวียะฮ์ในนครมะดีนะฮ์ ตอนที่ 2

อาชญากรรมยะซีด บุตรมุอาวียะฮ์ในนครมะดีนะฮ์ ตอนที่ 2    

เหตุการณ์แห่ง ตำบลฮัรเราะฮ์


ผู้นำการก่อจลาจลครั้งนี้ คืออับดุลลอฮ์ บุตรฮันซอละฮ์ ฆอซีลุลลอฮ์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากอับดุลลอฮ์ อิบนิซุบัยร์ ให้เป็นผู้ปกครองนครมะดีนะฮ์ เพื่อที่จะปราบปรามการจลาจลและการก่อกบฏครั้งนี้ ยะซีดได้ส่งกองทัพของเขาจำนวนห้าพันคนเดินทางมุ่งสู่นครมะดีนะฮ์ ภายใต้การนำของ "มุสลิม บินอุกบะฮ์" ผู้ซึ่งด้วยเหตุของการเข่นฆ่าและการสังหารหมู่ประชาชนอย่างมากมาย เขาจึงได้รับฉายานามว่า "มุซริฟ" (ผู้ที่ทำการสังหารอย่างมากมายเกินความจำเป็น) กองทัพจำนวนห้าพันคนของเขา (12) ดูเหมือนว่าเพียงพอแล้วในการที่จะทำลายล้างนครมะดีนะฮ์และนครมักกะฮ์ แม้ในบางทัศนะจะบอกว่าจำนวนของพวกเขามีมากกว่านี้
ยะซีดได้กล่าวกับบรรดาทหารชาวเมืองชามว่า หลังจากได้รับชัยชนะแล้วสามารถทำการปล้นสะดมเมืองมะดีนะฮ์และยึดทรัพย์สินทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านเรือนของประชาชนได้ (13) และก่อนที่จะออกเดินทางมุ่งสู่นครมะดีนะฮ์ พวกเขาได้รับส่วนแบ่งของตนเองจากบัยตุ้ลมาล (กองคลัง) อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมกันนั้นก็ได้เพิ่มให้กับพวกเขาอีกหนึ่งร้อยดีนารอีกด้วย (14) ประชาชนชาวมะดีนะฮ์ได้ขุดสนามเพาะ (ค็อนดัก) หรือลำคูบริเวณปากทางเข้าเมือง (ในสถานที่ซึ่งในสมัยของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ท่านได้ทำการขุดสนามเพาะในบริเวณแห่งนั้น กล่าวคือ ระยะห่างระหว่างตำบลฮัรเราะฮ์ตะวันออกและตะวันตกในด้านทิศเหนือของนครมะดีนะฮ์) เพื่อที่จะใช้เป็นเครื่องปกป้องเมืองเอาไว้จากการโจมตีของศัตรู บรรดาแกนนำของพวกเขา ได้แก่ อับดุลลอฮ์ บินมุเฏี๊ยะอ์, มะอ์กัล บินซะนาน และในส่วนหัวของพวกเขาคืออับดุลลอฮ์ บินฮันซฮละฮ์ ซึ่งตัวของเขาและลูกๆ ของเขาถูกฆ่าตายในขณะที่มีการปะทะและต่อสู้กัน

 

เมื่อกองทัพของเมืองชามได้มาถึงยังมะดีนะฮ์ ด้วยกับการปรึกษาหารือกับอับดุลมะลิก บินมัรวาน ซึ่งเขาเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองมะดีนะฮ์พร้อมกับบนีอุมัยยะฮ์คนอื่นๆ พวกเขาได้มาไปตั้งหลักที่เขตตำบลฮัรเราะฮ์ โดยการช่วยเหลือของมัรวาน บินหะกัม ที่สามารถหลอกล่อคนกลุ่มหนึ่งจากบนีฮาริษได้ ด้วยการให้สัญญาต่างๆ เกี่ยวกับเงินทอง (15) และโดยอาศัยสื่อบุคคลเหล่านี้เองที่ทำให้พวกเขาสามารถเข้าสู่เมืองมะดีนะฮ์ได้ และการต่อสู้กันระหว่างสองฝ่ายใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน หลังจากนั้นเมืองมะดีนะฮ์ก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพแห่งเมืองชาม (16)


ตามคำสัญญาที่ยะซีดได้ให้ไว้กับกองทัพแห่งเมืองชาม มุสลิม อุกบะฮ์ ได้อนุญาตให้บรรดาทหารของเขาเข่นฆ่าสังหาร ปล้นสะดมทรัพย์สินและล่วงละเมิดบรรดาสตรีและเด็กสาวของชาวเมืองมะดีนะฮ์ เป็นเวลาสามวัน บรรดาทหารที่อำมหิตและชั่วช้าสามาลย์แห่งเมืองชามได้สร้างอาชญากรรมที่โหดร้ายป่าเถื่อน ซึ่งทำให้หน้าประวัติศาสตร์ต้องดำสนิท และพวกเขาไม่ได้ให้ความเมตตาต่อบรรดาซอฮาบะฮ์ (สาวก) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ที่เหลืออยู่และต่อบรรดาลูกหลานของบุคคลเหล่านั้นเลยแม้แต่เพียงคนเดียว และได้สังหารหมู่บุคคลเหล่านั้น กล่าวกันว่าเกือบ 1,700 คน จากบรรดาซอฮาบะฮ์ (สาวกของศาสดา) และบุคคลสำคัญของมะดีนะฮ์ได้ถูกสังหารในเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมกับประชาชนโดยทั่วไปของเมืองนี้อีกประมาณ 10,000 คน เฉพาะบ้านของท่านอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน (อ.) และบ้านของอะลี บินอับดุลลอฮ์ อิบนิอับบาส เพียงเท่านั้น ที่กองทัพของยะซีดไม่ได้กระทำการล่วงละเมิดเนื่องจากคำสั่งของยะซีด (17)


จำนวนของผู้ถูกสังหารตามรายงานของ อิบนิกุตัยบะฮ์ นั้น จำนวน 1,700 คน เป็นชาวมุฮาญิรีนและชาวอันซ๊อรและลูกหลานของบุคคลเหล่านี้ และจำนวน 10,000 คน เป็นประชาชนส่วนอื่นๆ (18) และเขาได้เขียนว่าซอฮาบะฮ์ (สาวกของท่านศาสดา) จำนวน 80 คน ถูกสังหารในเหตุการณ์ครั้งนี้ (19) แต่ ฮัยซัม บินอะดีย์ ได้กล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมี 6,500 คน (20) มัสอูดี ได้เขียนว่า : มีจำนวนผู้ถูกสังหารกว่าเก้าสิบคนเป็นกุเรช (มุฮาญิรีน) และจำนวนใกล้เคียงกันนี้จากชาวอันซ๊อรและอีกจำนวนสี่พันคนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก (21)


อิบนุอะอ์ซัม ได้กล่าวว่า ลูกหลานของชาวมุฮาญิรีนมีจำนวน 1,300 คน และลูกหลานชาวอันซ๊อรมีจำนวน 1,700 คน (22) จำนวนนี้ยังไม่รวมถึงบรรดาผู้เสียชีวิตจากประชาชนกลุ่มอื่นๆ ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นว่าจำนวนมากของประชาชนชาวมะดีนะฮ์ถูกสังหารในเหตุการณ์ครั้งนี้ และบ้านเรือนจำนวนมากถูกปล้นสะดมและถูกทำลาย และผลของการปล่อยอิสระให้มีการล่วงละเมิดสตรีและเด็กสาวในครั้งนี้ ตามการรายงานของ อัลมะดาอินีย์ ภายหลังจากเหตุการณ์ฮัรเราะฮ์นี้ สตรีนับพันคนได้ตั้งครรภ์โดยไม่มีสามี และให้กำเนิดบุตรที่เกิดจากการถูกข่มขืน (23) ยากูต หะมะวีย์ ได้กล่าวว่า : บรรดาทหารของยะซีดได้เข้าสู่นครมะดีนะฮ์ และได้ปล้นสะดมทรัพย์สินของชาวมะดีนะฮ์และจับกุมลูกหลานของพวกเขาเป็นเชลยศึก บรรดาสตรีถูกเปิดอิสระให้แก่บรรดาทหารเหล่านี้ ซึ่งจากการกระทำที่อุกอาจครั้งนี้ สตรีจำนวน 800 คน ได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรที่ไม่ถูกต้องตามศาสนบัญญัติ และเด็กเหล่านี้ได้ถูกเรียกว่า “ลูกหลานแห่งฮัรเราะฮ์” (24)


หลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์เลือดในเมืองมะดีนะฮ์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แล้ว มุสลิม บินอุกบะฮ์ ได้กล่าวว่า :

 

اللّهمّ إنّي لم أعمل عملاً قط بعد شهادة لا إله إلاّ الله، وأنّ محمداً عبده ورسوله أحبّ إليّ من قتل أهل المدينة، ولا أرجى عندي في الآخرة

 

"โอ้อัลลอฮ์! ภายหลังจากการปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และแท้จริงมุฮัมมัดคือบ่าวของพระองค์ และเป็นศาสนทูตของพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่เคยกระทำสิ่งใดเลยที่จะเป็นที่ชื่นชอบสำหรับข้าพระองค์ ยิ่งไปกว่าการเข่นฆ่าชาวมะดีนะฮ์ และเป็นที่มุ่งหวังยิ่งสำหรับข้าพระองค์ในชีวิตแห่งปรโลก" (25)


ภายหลังจากการฆ่าสังหารและการปล้นสะดมชาวเมืองมะดีนะฮ์แล้ว กองทัพแห่งเมืองชามก็มุ่งหน้าเดินทางสู่นครมักกะฮ์ เพื่อเป้าหมายที่จะจัดการกับอับดุลลอฮ์ อิบนิซุบัยร์ ด้วยชะตากรรมเดียวกันนี้ แต่ในระหว่างทางนั้นเอง มุสลิม บินอุกบะฮ์ ได้เสียชีวิตลง และในขณะที่เขาใกล้จะสิ้นใจนั้นเอง เขาได้กล่าวว่า :

 

اللهم انک تعلم انی لم اشاق خلیفة ولم افارق جماعة قط فاغفرلی

"โอ้อัลลอฮ์! พระองค์ทรงทราบดีว่า แท้จริงข้าพระองค์ไม่ได้เป็นศัตรูกับค่อลีฟะฮ์ (ผู้ปกครอง) คนใด และข้าพระองค์ไม่ได้แยกตัวออกจากญะมาอะฮ์ (หมู่คณะ) เลย ดังนั้นได้โปรดอภัยโทษให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด" (26)


และตามคำสั่งของยะซีด หน้าที่ในการนำกองทัพได้ตกมาอยู่ในมือของ “ฮะซีน บินนุมัยร์” เขาได้นำกองทัพมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังนครมักกะฮ์ และทำการปิดล้อมมัสยิดิลฮะรอมไว้เป็นเวลาหลายเดือน เนื่องจากอับดุลลอฮ์ อิบนิซุบัยร์ และไพร่พลของเขาได้เข้าไปอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ในสถานที่แห่งนั้น และในที่สุด ฮะซีน บินนุมัยร์ ก็ได้ออกคำสั่งให้ยิงลูกไฟด้วยแท่นยิง (มันญะนีก) จากที่สูงเข้าไปยังบ้านของอัลลอฮ์ จนทำให้อาคารกะอ์บะฮ์เกิดความเสียหาย แต่ท้ายที่สุดเมื่อข่าวการตายของยะซีดมาถึงยังกองทัพของเมืองชาม ฮะซีน บินนุมัยร์ ก็เลิกล้มจากการปิดล้อมเมืองมักกะฮ์ และเดินทางกลับไปยังแผ่นดินชามพร้อมกับกองทัพของเขา (27)


คำพยากรณ์และคำเตือนของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เกี่ยวกับเหตุการณ์แห่งฮัรเราะฮ์ ท่านศานทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้พยากรณ์ถึงเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้ไว้ในขณะท่านกำลังเดินทางสู่นครมักกะฮ์ เมื่อออกมาถึงบริเวณสถานที่แห่งนี้ (28) ท่านได้กล่าวว่า :

 

من أخاف أهل المدينة أخافه الله، وعليه لعنة الله والملائكة والناس أجمعين

"ผู้ใดก็ตามที่ทำให้ชาวมะดีนะฮ์หวาดกลัว อัลลอฮ์ก็จะทรงทำให้เขาหวาดกลัว และการสาปแช่งของอัลลอฮ์ ของมะลาอิกะฮ์ (ทวยเทพ) และของมนุษย์ทั้งมวล จงประสบกับเขา" (29)


 และวจนะ (ฮะดีษ) บทนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งจากหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า “ยะซีด บุตรของมุอาวิยะฮ์นั้นสมควรได้รับการสาปแช่ง”

 

แหล่งอ้างอิง:


 (12) ตารีค ยะอ์กูบี, เล่มที่ 2, หน้าที่ 250
(13) อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 209 ; ตารีค อัฏฏอบะรี, เล่มที่ 3, หน้าที่ 372
(14) อันซาบุลอัชร๊อฟ, เล่มที่ 4, หน้าที่ 23 ; ตารีค อัฏฏอบะรี, เล่มที่ 4, หน้าที่ 371
(15) อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 211
(16) บางคนคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว ถึงความไร้ประสิทธิภาพและความสามารถของชาวมะดีนะฮ์ (อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 210) และบางคนก็ได้แสดงความ   ประหลาดใจในความไม่ยืนหยัดของพวกเขา (อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 216–217
(17) ตารีค อัฏฏอบะรี, เล่มที่ 5, หน้าที่ 485 ; อุซุดุลฆอบะฮ์, อะลี บินอบิลกะร็อม อัลญะซะรี, เล่มที่ 3, หน้าที่ 219 ; มุนตะฮัลอามาล, เชคอับบาส กุมมี, เล่มที่ 2, หน้าที่ 3;
ตารีค อุมะรออ์ อัลมะดีนะตุ้ลมุเนาวะเราะฮ์, อาริฟ อะห์มัด อับดุลฆอนี, หน้าที่ 59
(18) อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 215
(19) อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 216–220
(20) อันซาบุลอัชร๊อฟ, เล่มที่ 4, หน้าที่ 42
(21) มุรูญุซซะฮับ, เล่มที่ 3, หน้าที่ 70
(22) อัลฟุตูห์, เล่มที่ 5, หน้าที่ 295
(23) อัลบิดายะฮ์ วันนิฮายะฮ์, เล่มที่ 8, หน้าที่ 241
(24) มุอ์ญะมุลบุลดาน, เล่มที่ 2, หน้าที่ 249
(25) ตารีค อัฏฏอบะรี, เล่มที่ 5, หน้าที่ 497 ; อัลกามิล ฟิตตารีค, เล่มที่ 4, หน้าที่ 123
(26) อันซาบุลอัชร๊อฟ, เล่มที่ 4, หน้าที่ 42 ; ตารีค อัฏฏอบะรี, เล่มที่ 4, หน้าที่ 382
(27) ตารีค อัฏฏอบะรี, เล่มที่ 5, หน้าที่ 497-499 ; อัลฟุตูห์, เล่มที่ 5, หน้าที่ 164 ; มุรูญุซซะฮับ, เล่มที่ 3, หน้าที่ 270
(28) บิฮารุ้ลอันวาร, อัลลามะฮ์มัจญ์ลิซี, เล่มที่ 81, หน้าที่ 125
(29) อันนิฮายะฮ์ วัลนิฮายะฮ์, เล่มที่ 8, หน้าที่ 223 ; ฮะดีษอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูได้จาก หนังสือ กันซุลอุมมาล, กิตาบุลฟะฎออิล, ฮะดีษที่ 34886 ; อัลวะฟาอุลวะฟาอ์, หน้าที่ 90 และ ซะฟีนะตุลบิฮาร, เล่มที่ 8, หน้าที่ 38-39


แปล/เรียบเรียง : เชคมุฮัมมัดนะอีม ประดับญาติ

2063
0
0% (نفر 0)
 
نظر شما در مورد این مطلب ؟
 
امتیاز شما به این مطلب ؟
اشتراک گذاری در شبکه های اجتماعی:
لینک کوتاه

latest article

จากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์ ...
“มะอ์ริฟะฮ์” ...
...
...
...
คำสั่งเสียของท่านหญิงคอดีญะฮ์ ...
การดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ ...
จงอ่านอัลกุรอาน ...
อิมามฮุเซน (อ)คือ ...
การเป็นศาสดาคนสุดท้ายของโลก

 
user comment