ไทยแลนด์
Tuesday 21st of September 2021
215
0
نفر 0
0% این مطلب را پسندیده اند

สุนทรพจน์ของท่านอิมามฮูเซน (อ.) ภาค 2 ตอนที่ 2

สุนทรพจน์ของท่านอิมามฮูเซน (อ.) ภาค 2 ตอนที่ 2



สุนทรพจน์ของท่านอิมามฮูเซน (อ.) ภาค 2 ตอนที่ 2

 

ข้อเสนอที่มีต่อบรรดาเจ้าของอูฐ

 

         

ฮูเซน บินอะลี (อ.) ได้มาพบกับคาราวานหนึ่งนอกเขตมักกะฮ์ ในตำบลหนึ่งที่มีชื่อว่า “ตันอีม” ซึ่งในคาราวานดังกล่าวเจ้าของอูฐได้ขนย้ายสัมภาระจำนวนมากมาย ได้แก่ เสื้อคลุมแห่งเยเมนและสิ่งของราคาแพงจาก

บุฮัยร์ บินยาซาร ฮัมยารีย์ ซึ่งทำหน้าที่ปกครองเมืองเยเมนอยู่ในขณะนั้น เพื่อที่จะนำไปมอบให้ยาซีดบุตรของมุอาวียะฮ์ที่เมืองชาม ท่านอิมาม (อ.) ได้ยึดเอาสิ่งของเหล่านั้นมาจากเจ้าของอูฐเพื่อมาใช้ประโยชน์ และท่านได้กล่าวกับบุคคลเหล่านั้นว่า “บุคคลใดจากพวกท่านที่ปรารถนาจะหันเหออกจากเส้นทางไปสู่อิรักพร้อมกับพวกเรา เราจะจ่ายค่าจ้างให้กับเขา และเราจะเป็นผู้ร่วมเดินทางที่ดีต่อเขา และบุคคลใดก็ตามที่ปรารถนาจะแยกทางจากเรา (ณ ที่นี้) เราก็จะจ่ายค่าจ้างแก่เขาในสิ่งที่เขาได้ร่วมเดินทางมา” (1)

 

         

หลังจากการเสนอของท่านอิมาม (อ.) ส่วนหนึ่งจากพวกเขาได้เอาค่าจ้างของตนและมุ่งหน้ากลับสู่เยเมน ส่วนที่เหลือได้ประกาศเตรียมพร้อมที่จะร่วมเดินทางไปกับท่านอิมาม (อ.) จนกระทั่งถึงแผ่นดินอิรัก

 

ความนัยแห่งการกระทำของท่านอิมาม (อ.)

 

         

เจตนาที่แอบแฝงในคำพูดและการกระทำในเชิงปฏิวัติของท่านอิมาม (อ.) เป็นแบบอย่างสำหรับผู้นำแห่งการต่อสู้ทั้งหลาย ผู้ที่ช่วยเหลือค้ำจุนบรรดาผู้กดขี่ ผู้ถูกริดรอน และการแสดงความเป็นศัตรูต่อบรรดาผู้กดขี่และผู้ละเมิดทั้งหลาย เป็นการสร้างความอ่อนแอให้เกิดขึ้นแก่พวกเขาเหล่านั้น และเราสามารถเรียนรู้ได้จากการกระทำดังกล่าว ว่าจำเป็นที่เราจะต้องฉวยโอกาสอันเหมาะสมในทุกๆ โอกาส สำหรับการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่บรรดาผู้อ่อนแอและผู้ที่ถูกริดรอน

 

        

 เหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าวนั้น ท่านอิมาม (อ.) ได้ปลดเปลื้องทรัพย์สินต่างๆ ให้พ้นจากมือของบรรดาผู้ละเมิด ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ถูกรวบรวมมาจากประชาชนผู้ยากไร้แห่งเมืองเยเมนจากฝีมือของผู้ครองนครและข้าทาสบริวารของมุอาวียะฮ์ ซึ่งทรัพย์สินเหล่านั้นจะถูกนำไปมอบให้กับยะซีด เมื่อท่านอิมาม (อ.) ได้ริบทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ ท่านได้แจกจ่ายมันไปตามที่ต่างๆ ที่ท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และท่านได้มอบมันให้แก่บรรดาผู้ยากไร้และผู้อ่อนแอ ที่ท่านพบพวกเขาในระหว่างเส้นทางจากแผ่นดินฮิญาซจนกระทั่งถึงแผนดินอิรัก หรือไม่ท่านก็ใช้สอยมันไปในหนทางแห่งการทำลายล้างปราการต่างๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับหลักคำสอนต่างๆ จากคัมภีร์อัลกุรอาน

 

         

ส่วนอีกด้านหนึ่ง บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอูฐ ถึงแม้ว่าจะเป็นการรับใช้และบริการต่อผู้อธรรมก็ตาม แต่เป็นเพราะพวกเขาคือชนชั้นล่างและเป็นผู้ถูกลิดรอนทางสังคม พวกเขาจึงจำเป็นต้องได้รับค่าตอบแทนสำหรับค่าเหนื่อยในการเดินทางอันแสนลำบากของพวกเขาในครั้งนี้ ดังนั้นไม่เพียงแต่ท่านอิมาม (อ.) จะเปิดโอกาสให้แก่พวกเขาอย่างเป็นอิสระในการเลือกที่จะเดินทางต่อไป หรือจะกลับคืนสู่บ้านเมืองของตนเองด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเท่านั้น แต่ท่านยังจ่ายค่าจ้างและค่าเหนื่อยให้กับพวกเขาอีกด้วย ในทั้งสองลักษณะนั้น พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกเดินทางต่อไปร่วมกับท่านจนถึงแผ่นดินอิรัก ซึ่งท่านสัญญากับพวกเขาว่าจะปฏิบัติอย่างดีต่อผู้ร่วมทาง และแสดงออกต่อพวกเขาด้วยความเมตตาและนิ่มนวล

 

        

 ใช่แล้ว! สัญญาแห่งการเป็นผู้ร่วมทางที่ดีจากบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ในการเดินทางสู่แผ่นดินอิรักและการอยู่เคียงข้างท่านในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่บรรดาผู้ทรงคุณธรรมและผู้มีศรัทธาทั้งหลายต่างมีความมุ่งหวัง เพราะปั้นปลายแห่งการเดินทางนั้นคือเกียรติยศ ความไพบูลย์และสรวงสวรรค์อันเป็นนิรันดร รวมทั้งการได้มาซึ่งฐานันดรอันสูงส่งนั่นเอง

 

จดหมายฉบับที่ 2 ที่ส่งไปยังประชาชนแห่งเมืองกูฟะฮ์

 

        

เมื่อท่านอิมามฮูเซน (อ.) มาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีนามว่า “ฮาญิร” ซึ่งอยู่บนเส้นทางสู่เมืองกูฟะฮ์ ท่านเขียนจดหมายฉบับหนึ่งไปถึงประชาชนชาวกูฟะฮ์ และเพื่อตอบจดหมายของมุสลิม บินอะกีล ซึ่งท่านได้ส่งเขาไปเป็นผู้ถือสาส์นคนหนึ่งของท่าน ซึ่งมีชื่อว่า “เกซ บินมัซฮัร ศอยดีวีย์” ในจดหมายมีใจความว่า

 

          “โดยแน่นอนยิ่ง จดหมายของมุสลิม บินอะกีล ได้มาถึงฉันแล้ว มันเป็นการบอกข่าวกับฉันให้รู้ถึงการรวมตัวกันของพวกท่านในการช่วยเหลือเรา และการเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของเรา ฉันวอนขอต่ออัลลอฮ์ให้พระองค์ทรงโปรดทำให้กิจการทั้งมวลเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา และขอพระองค์ทรงตอบแทนผลรางวัลให้แก่พวกท่านในการกระทำดังกล่าว แน่นอนยิ่ง ฉันได้ออกเดินทางจากนครมักกะฮ์มายังพวกท่านแล้วในวันอังคารที่ 8 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ดังนั้นเมื่อผู้ถือสาส์นของฉันมาถึงพวกท่าน พวกท่านก็จงรีบเร่งทำให้กิจการงานของพวกท่านเข้ารูปเข้ารอยเสีย เพราะแท้จริงฉันจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้” (2)

 

ทำไมต้องเป็นเมืองกูฟะฮ์

 

         

การยืนหยัดต่อสู้และการเดินทางของท่านอิมาม (อ.) บางครั้งถูกวาดภาพและจินตนาการไปว่า สาเหตุหลักที่เป็นตัวเร่งเร้านั้น คือปัญหาของการเชื้อเชิญและการเสนอที่จะให้การสนับสนุนค้ำจุนของประชาชนชาวกูฟะฮ์ในการตั้งรัฐบาลอิสลาม การจินตนาการและการวาดภาพดังกล่าวนอกจากจะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงแล้ว มันยังเป็นการมองขบวนการและการยืนหยัดต่อสู้ของท่านอิมาม (อ.) ด้วยราคาและคุณค่าที่ต้อยต่ำ และยังเป็นการทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องราวที่แสนจะธรรมดาไป ซึ่งบรรดามุสลิมที่เป็นนักต่อสู้ ผู้มีความมั่นคงทางด้านจิตวิญญาณ และมีความมั่นคงต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพระผู้เป็นเจ้านั้น พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตามแผนการนี้เช่นเดียวกัน

 

         

แต่เราในฐานะที่ได้ติดตามคำพูดและสุนทรพจน์ทั้งหลายของท่านอิมาม (อ.) มาตลอด เราได้มองเห็นปัญหาการเชื้อเชิญของชาวกูฟะฮ์และการจัดตั้งรัฐบาลนั้น มิได้มีบทบาทสำคัญหรือเป็นสาเหตุหลักแต่ประการใดต่อการเดินทางและการตัดสินใจของท่านอิมาม (อ.) ในครั้งนี้ เพราะท่านได้ยับยั้งการให้สัตยาบันต่อยาซีด และออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นครมักกะฮ์ด้วยเจตนารมณ์ในการต่อต้านและการต่อสู้อย่างห้าวหาญกับศัตรูที่ก้าวร้าว โดยมีแผนการและนโยบายที่มั่นคงแน่นอน

 

          

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวกับ อิบนิอับบาสว่า “พวกเขาไม่ละมือไปจากฉันอย่างแน่นอน จนกว่าพวกเขาจะได้หลั่งเลือดของฉันเสียก่อน” และในคำตอบของท่านที่กล่าวกับอิบนิซุบัยร์ที่ว่า “แม้ว่าฉันจะหลบหนีเข้าไปอยู่ในรังสัตว์ก็ตาม พวกเขาก็จะนำตัวของฉันออกมาและสังหารฉันให้จงได้”

 

         

หลังจากการตัดสินใจของท่านอิมาม (อ.) และหลังจากการมาถึงยังนครมักกะฮ์ และยิ่งไปกว่านั้น หลังจากรับรู้ข่าวของประชาชนชาวกูฟะฮ์ที่ว่ามีการคัดค้านท่านอิมาม (อ.) นี้ต่างหากเล่า! ที่การเชิญชวนของชาวกูฟะฮ์ได้เริ่มต้นขึ้น มันเป็นที่ชัดเจนว่าการเชิญชวนดังกล่าวมิได้เป็นสาเหตุหลักและเป็นตัวแปรสำคัญในการยืนหยัดต่อการจัดตั้งขบวนการของท่านอิมาม (อ.) ทว่ามันเป็นเพียงสาเหตุและตัวแปรเล็กๆ เท่านั้นที่เข้ามาประกอบการตัดสินใจอันแรงกล้าของท่าน ภายใต้เจตนารมณ์และเป้าหมายอันสูงส่ง และภายใต้แผนการของท่านที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วเป็นอย่างดี

 

         

เมื่อท่านอิมาม (อ.) จำเป็นต้องต่อสู้กับยาซีดต่อไป แต่หากการต่อสู้ต้องดำเนินอยู่ในนครมักกะฮ์ ย่อมจะต้องสิ้นสุดลงด้วยการถูกสังหารอย่างลับๆ ของท่านอิมาม (อ.) ซึ่งผลทางด้านหนึ่งจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียและเป็นการทำลายเกียรติบ้านของอัลลอฮ์ ส่วนผลอีกด้านหนึ่งนั้น มันจะกลายเป็นผลดีต่อยาซีด บินมุอาวียะฮ์ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นว่า อัมร์ บินสะอีด บินอัมรุ บินอาซ ผู้ที่ถูกบัญชาให้มารับหน้าที่สังหารท่านอิมาม (อ.) ต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะทำให้ท่านอิมาม (อ.) เลิกล้มการเดินทางของท่าน เพื่อกลับคืนสู่นครมักกะฮ์ เริ่มตั้งแต่การสร้างสันติภาพโดยการส่งจดหมายประกันความปลอดภัยมายังท่าน และหนทางอื่นๆ เขาพยายามที่จะทำให้เรื่องราวจบลงในนครมักกะฮ์อย่างเงียบๆ ด้วยการดับแสงแห่งขบวนการต่อสู้ครั้งนี้ให้หมดสิ้นไป

 

         

แต่ทว่าท่านอิมาม (อ.) ควรเลือกเดินทางไปยังสถานที่ใด? ท่านอิมามได้เลือกที่จะเดินทางไปสู่ใจกลางของแผ่นดินอิสลาม นับเป็นจุดระเบิดที่สำคัญจุดหนึ่ง นั้นคือแผ่นดินอิรักและเมืองกูฟะฮ์ เพราะภูมิภาคดังกล่าวนี้เป็นศูนย์กลางที่สำคัญด้านการทหารที่ไม่ด้อยไปกว่าเมืองชาม ในด้านการขับเคลื่อนกำลังพลในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าในนครมักกะฮ์และนครมะดีนะฮ์ ในเรื่องความรอบรู้และความเข้าใจของประชาชนในภูมิภาคนี้ก็เพียงพอแล้ว จากที่จดหมายจำนวนมากของพวกเขาได้มาถึงยังนครมักกะฮ์ และการที่พวกเขาประกาศเตรียมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนท่านอิมาม (อ.) แม้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งหรือในสถานการณ์อันเป็นเฉพาะ ความรู้และความเข้าใจของประชาชนเหล่านั้นจะถูกครอบงำและถูกขวางกั้นบ้างก็ตาม แต่ในที่สุดแนวความคิดต่างๆ แห่งขบวนการต่อสู้ของท่านอิมาม (อ.) ก็จะส่งผลอย่างแน่นอนต่อการปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคต ซึ่งมันจะเริ่มขึ้นจากภูมิภาคนี้

 

         

นอกเหนือไปจากปัญหาข้างต้นแล้ว สำหรับท่านอิมาม (อ.) ในฐานะผู้นำแห่งประชาชาติ ยังจะมีอุปสรรค์และข้ออ้างใดๆ อีกหรือที่จะล้มเลิกแผนการเดินทางไปยังแผ่นดินอิรักและเมืองกูฟะฮ์ ในเมื่อจดหมายและคำขอร้องต่างๆ จากชาวกูฟะฮ์เป็นที่ชัดเจนเช่นนั้น และหากชาวกูฟะฮ์จะกล่าวอ้างว่า “พวกเราพร้อมแล้วที่จะยอมพลีชีวิตและทรัพย์สินของตนในแนวทางของฮูเซน บินอะลี (อ.) และเราได้เรียกร้องท่านให้ตอบรับการเป็นผู้นำและผู้ปกครองของเรา แต่ท่านกลับมิได้สนใจใยดีต่อข้อเสนอและคำเรียกร้องของพวกเรา” หากคำตอบของท่านอิมาม (อ.) เป็นเช่นนี้ว่า

“เพราะฉันรู้ว่าพวกท่านจะไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉัน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงไม่ตอบรับการเรียกร้องของพวกท่าน” จะมีเหตุผลเพียงพอกระนั้นหรือ

 

         

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ณ จุดนี้ท่านอิมาม (อ.) กำลังอยู่บนเส้นทางสองแพ่งแห่งประวัติศาสตร์ ซึ่งหากท่านไม่ยอมรับการเรียกร้องของประชาชนชาวกูฟะฮ์แล้ว ท่านจะต้องถูกประณามในหน้าประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์จะบันทึกและตัดสินว่า สภาพเงื่อนไขต่างๆ ได้ปูทางไว้เป็นอย่างดีแล้วสำหรับท่าน แต่ท่านกลับไม่ใช้โอกาสทองนี้ให้เป็นประโยชน์ หรือไม่ก็ไม่มีความต้องการที่จะกระทำการอันใด หรือมิเช่นนั้นก็เพราะมีความกลัวเป็นอุปสรรค์ขัดขวางท่าน และอื่นๆ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้อครหาและการถูกประณามขึ้นในอนาคต ดังนั้นท่านอิมาม (อ.) จึงตอบรับการเรียกร้องของประชาชนเหล่านั้น

 

         

สรุป : ในด้านของภารกิจหน้าที่แห่งบทบัญญัติที่ถูกปิดบัง ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วสำหรับทุกคน เพื่อเป็นการสนองตอบการเรียกร้องของประชาชนชาวกูฟะฮ์ และเงื่อนไขต่างๆ อันเป็นการเฉพาะที่ปกคลุมแผ่นดินอิรักอยู่ในขณะนั้น จำเป็นที่ท่านจะต้องดึงการต่อสู้ของท่านไปยังทิศทางดังกล่าว และทำให้แผนการของท่านถูกปฏิบัติในภูมิภาคนี้ และท่านได้ประกาศแจ้งการเดินทางของท่านแก่ประชาชนชาวกูฟะฮ์ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นปกติวิสัย และออกคำสั่งให้พวกเขาเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ แม้ว่าการแยกแยะภารกิจหน้าที่สองประการนี้ออกจากกันจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นสำหรับประชาชนทั่วไป แต่ทว่าบางคำพูดของท่านผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งของชีอะฮ์ อาจจะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นดังกล่าวได้เช่นกัน ซึ่งท่านกล่าวว่า “ฮูเซน บินอะลี (อ.) ได้รวมระหว่างภารกิจที่ปรากฏให้เห็นภายนอก และภารกิจที่แท้จริงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในเข้าไว้ด้วยกัน และการเดินทางมุ่งสู่เมืองกูฟะฮ์ของท่านนั้น เท่ากับท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสองอย่างพร้อมกัน” (3)

 

         

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ท่านอิมาม (อ.) ได้ชี้ให้เห็นถึงภาระหน้าที่สองด้านดังกล่าวนี้หลายต่อหลายครั้ง ท่านได้อรรถาธิบายถึงภารกิจที่แอบแฝงซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญของท่าน ด้วยสำนวนคำพูดที่แตกต่างกันไป เช่นว่า เป็นคำบัญชาจากท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) ในความฝันขณะที่ท่านนอนหลับ หรือเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าและอื่นๆ ส่วนภารกิจหน้าที่ประการที่สองซึ่งเป็นภารกิจที่ปรากฏขึ้นจากภายนอก ซึ่งท่านอิมาม (อ.) มีความรอบรู้เป็นอย่างดีถึงการเป็นผู้ฉ้อฉลและไม่รักษาสัญญาของประชาชนชาวกูฟะฮ์ ท่านได้เลือกเอาแนวทางอันเป็นปกติสามัญ เป็นแนวทางที่บุคคลทั่วไปคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องเลือก ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ท่านอิมาม (อ.) ได้สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์ในคำพูดและในสุนทรพจน์ต่างๆ ของท่าน เช่น คำสนทนาของท่านกับอิบนิซุบัยร์ เป็นต้น สำหรับคำพูดอื่นๆ ของท่านอิมาม (อ.) ในประเด็นดังกล่าวนี้ ท่านผู้อ่านจะได้สัมผัสในหน้าต่อๆ ไป

 

บนเส้นทางสู่เมืองกูฟะฮ์

 

         

อิบนิกะซีร ชาวดามัสกัส และอิบนะมา ได้เล่ารายงานจากชายชาวกูฟะฮ์ผู้หนึ่งโดยเขากล่าวว่า หลังจากที่ข้าพเจ้าประกอบพิธีฮัจญ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้ารีบเร่งกลับสู่เมืองกูฟะฮ์ และในระหว่างเส้นทางข้าพเจ้าได้เห็นค่ายพักจำนวนหนึ่ง ข้าพเจ้าสอบถามเจ้าของค่ายเหล่านั้น พวกเขาตอบว่าเต้นเหล่านี้เป็นของท่านฮูเซน บินอะลี (อ.) เมื่อข้าพเจ้าได้ยินคำพูดประโยคนี้ ข้าพเจ้าจึงมุ่งหน้าไปยังบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ข้าพเจ้าพบท่านด้วยใบหน้าของชายผู้หนึ่งที่กำลังเริ่มเข้าสู่วัยชรา และข้าพเจ้าเห็นท่านกำลังหมกมุ่นอยู่กับการอ่านอัลกุรอาน ในสภาพที่น้ำตาไหลรินสู่ใบหน้าและเคราของท่าน

 

       

 ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ขอยอมพลีพ่อและแม่ของข้าพเจ้าเพื่อท่าน โอ้ ผู้เป็นบุตรชายแห่งบุตรีของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านต้องรอนแรมมายังท้องทะเลทรายที่ไร้ซึ่งน้ำและพืชพันธุ์เช่นนี้”

 

         

ท่านอิมาม (อ.) ตอบเขาเช่นนี้ว่า “แท้จริงพวกเหล่านี้ (บนีอุมัยยะฮ์) ได้ทำการข่มขู่ฉัน และส่วนนี่ก็คือจดหมาย (เชิญชวน) ต่างๆ ของชาวกูฟะฮ์ (ที่เขียนมาถึงฉัน) โดยที่พวกเขาเหล่านี้จะเป็นผู้สังหารฉัน และเมื่อพวกเขาได้กระทำการดังกล่าว อัลลอฮ์ (ซบ.) จะทรงส่งบุคคลผู้หนึ่งในหมู่พวกเขา ที่จะสร้างความต่ำต้อยไร้เกียรติให้กับพวกเขา จนกระทั่งพวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่ต่ำต้อยไร้เกียรติเสียยิ่งกว่าผ้าอนามัยซับเลือดของสตรี” (4)

 

การพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าของท่านอิมาม (อ.)  

 

สิ่งที่น่าสนใจจากคำพูดของท่านอิมาม (อ.) ก็คือ การพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าของท่านอิมาม (อ.) เกี่ยวกับประชาชนชาวกูฟะฮ์ ซึ่งท่านกล่าวว่า “ประชาชนเหล่านี้จะเป็นผู้สังหารฉัน” และหลังจากการก่ออาชญากรรมดังกล่าวของพวกเขา อัลลอฮ์จะทรงให้ผู้หนึ่งที่มีอำนาจเหนือพวกเขาเช่นกัน โดยที่บุคคลเหล่านั้นจะทำการเข่นฆ่าพวกเขา จะสร้างความต่ำต้อยและไร้เกียรติเป็นที่สุด

 

         

การคาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าวนี้ ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวถึงหลายครั้งหลายคราในคำพูดของท่าน ณ “บัฏนุลอุกบะฮ์” และในขณะที่ออกเดินทางจากนครมะดีนะฮ์ ในช่วงที่ท่านได้ตอบข้อเสนอของอิบนุอับบาส และในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งที่สองของท่านในวันอาชูรอ ณ เบื้องหน้าประชาชนชาวกูฟะฮ์ โดยมีใจความว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า พวกท่านทั้งหลายจะไม่ถูกประวิงเวลาหลังจากสงครามครั้งนี้ นอกเสียจากประดุจดังช่วงเวลาที่ขึ้นขี้ม้า ซึ่งมันจะทำให้พวกท่านหมุนไปเสมือนดั่งการหมุนของโม่หิน และมันจะสร้างความอลหม่าน (กลียุค) ให้เกิดขึ้นกับพวกท่าน ประดุจดังความสับสนอลหม่านของเสาแกนโม่หิน”

 

การบรรลุสู่ความเป็นจริงในความต่ำต้อยไร้เกียรติของประชาชนชาวกูฟะฮ์

 

         

ณ ที่นี้เรามาดูการคาดการณ์ล่วงหน้าของท่านอิมาม (อ.) เกี่ยวกับประชาชนชาวกูฟะฮ์ว่าเป็นความจริงขึ้นมาเมื่อใด ในสภาพเช่นไร และด้วยฝีมือของบุคคลใด และบุคคลผู้นี้คือใครกันที่กลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือประชาชนเหล่านั้น และได้ฉุดกระชากพวกเขาเข้าสู่ความต่ำต้อยไร้เกียรติอย่างที่ไม่เคยมีประชาชาติใดและกลุ่มใดๆ เคยประสบมาก่อน

 

         

มันเป็นความจริงตามที่ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวไว้ว่า หลังจากเหตุการณ์แห่งอาชูรอ ประชาชนชาวกูฟะฮ์มิได้พานพบกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มและความสุขใดๆ อีกเลย นอกเสียจากในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เพราะทันทีทันใดที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งของเมืองนี้ได้ยืนหยัดขึ้น ภายใต้นามชื่อ “เตาวาอีน” (กลุ่มชนผู้สำนึกผิด) และหลังจากนั้นไม่นานนัก วิกฤติการณ์จากการปรากฏตัวของ “มุคต๊าร” ก็มาถึง รวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมด้วยการฆ่าฟันและการหลั่งเลือด กลายเป็นเหตุแห่งกลียุคและความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวเมืองกูฟะฮ์

 

         

ในที่สุดมันได้จบลงด้วยกับโทษทัณฑ์ที่ติดตามมาแก่บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์แห่งกัรบะลาอ์ กลียุคและความสับสนอลหม่านดังกล่าวก็ดำเนินต่อไปตลอดช่วงเวลาของการปกครองแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินอิรัก และศูนย์กลางของมันคือเมืองกูฟะฮ์ ซึ่งเป็นไปตามคำกล่าวของท่านอิมาม (อ.) ที่ว่า “(โอ้ อัลลอฮ์) ขอพระองค์ทรงทำให้บรรดาผู้ปกครองรู้สึกไม่พึงพอใจต่อพวกเขาตลอดไป”

 

         

แต่ทว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวกูฟะฮ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข่มขื่นที่สุดที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำของประชาชนชาวกูฟะฮ์ ได้แก่ช่วงเวลายี่สิบปีที่ฮัจญาจ บินยูซุฟ ซะกอฟีย์ ได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้ปกครองนคร ผู้ที่มีความมุทะลุและใช้อำนาจกดขี่อย่างที่สุดของแผ่นดินอิรัก (ซึ่งครอบคลุมถึงส่วนหนึ่งของแผ่นดินอิหร่าน) โดยในช่วงเวลาแห่งการปกครองของเขา (ตั้งแต่ปีที่ 75 จนถึงปี ฮ.ศ. ที่ 95) เขาได้ทำให้ประชาชนชาวอิรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาวเมืองกูฟะฮ์ ต้องตกอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหง ทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นบนหัวใจของประชาชนเหล่านั้นอย่างรุนแรง เขาได้สังหารประชาชน จับกุมคุมขัง ทำทารุณกรรม และฉุดกระชากประชาชนเหล่านั้นลงสู่ความต่ำต้อยไร้เกียรติ สู่ความหายนะและความอับโชค ถึงขนาดที่ว่าไม่มีคำเปรียบเทียบใดที่จะเหมาะสมยิ่งไปกว่านี้ “(พวกเขาจะกลายเป็น) ผู้ที่ต่ำต้อยไร้เกียรติยิ่งเสียกว่าผ้าอานามัยซับเลือดเสียของสตรี”

 

อาชญากรรมโดยสังเขปที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของ “ฮัจญาจ”

 

         

มีปรากฏในหนังสือ “มุรูญุซซะฮับ” และหนังสือ “กามิล อิบนิกะซีร” ว่า เมื่อฮัจญาจ บินยูซุฟ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองแผ่นดินอิรัก เมื่อเขาเข้าสู่เมืองกูฟะฮ์อันเป็นสถานที่ตั้งมั่นของรัฐบาลของเขา คำปราศรัยครั้งแรกของเขาซึ่งประกอบไปด้วยคำข่มขู่และสร้างความหวาดผวา ด้วยสีหน้าของผู้ที่กระหายเลือด และเริ่มต้นคำพูดโดยไม่มีการกล่าว “พระนามของอัลลอฮ์” (บิสมิลลาฮ์ฯ) ส่วนหนึ่งจากคำปราศรัยครั้งแรกของเขามีดังนี้คือ

 

          “โอ้ ประชาชนชาวอิรัก โอ้ บรรดาผู้ชอบความแตกแยกและความกลับกลอก และเป็นผู้ที่มีลักษณะนิสัยที่ต่ำทราม ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า แท้จริงข้าได้เห็นบรรดาต้นคออันยาวระหงในหมู่พวกเจ้า และบรรดาศีรษะที่กำลังสุกงอม ซึ่งเวลาสำหรับการเก็บเกี่ยวมันได้มาถึงแล้ว และข้าเองจะเป็นผู้เก็บเกี่ยวมัน โอ้ ประชาชนชาวอิรักเอ๋ย พวกเจ้าพึงสังวรไว้เถิด ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ข้าจะไม่มองข้ามข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้นของพวกเจ้า และข้าจะไม่ตอบรับคำขออภัยใดๆ ของพวกเจ้าอย่างเด็ดขาด” (5)

 

       

  และเขาก็ออกคำสั่งว่า “พวกเจ้าจะต้องออกไปรวมตัวกันนอกเขตเมือง และจงรีบเร่งไปช่วยเหลือมะฮ์ลับ ซึ่งกำลังสู้ศึกสงครามกับบรรดาผู้ต่อต้านรัฐบาลในเมืองบัศรอฮ์ และบุคคลใดก็ตามที่ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวข้าจะตัดหัวเขา และจะทำลายบ้านเรือนของเขาให้พินาศ” ในวันที่สาม ขณะที่ฮัจญาจกำลังดูการเคลื่อนขบวนของประชาชนชาวกูฟะฮ์ที่มุ่งหน้าสู่เมืองบัศรอฮ์ มีชายชราคนหนึ่งจากหัวหน้าเผ่าของเมืองกูฟะฮ์ซึ่งมีชื่อว่า “อะมีร บินฏอบีย์” ได้เข้ามาหาเขาและกล่าวกับเขาว่า “โอ้ อะมีร ข้าพเจ้าแก่ชราภาพและมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ทว่าลูกชายที่ยังหนุ่มแน่นของข้าพเจ้าหลายคนได้เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ ขอให้ท่านพิจารณาคนหนึ่งคนใดจากพวกเขาแทนตัวข้าพเจ้า และโปรดยกเว้นข้าพเจ้าจากการเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วยเถิด”

 

         

คำพูดของชายชราผู้นั้นยังไม่ทันจบลง ฮัจญาจออกคำสั่งให้ตัดศีรษะของเขา และยึดทรัพย์สินทั้งหมดของเขา ประชาชนชาวกูฟะฮ์เมื่อเห็นการบีบบังคับเช่นนี้ พวกเขาต่างออกไปรวมตัวกันนอกเมือง และเข้าร่วมในสงครามแห่งเมืองบัศรอฮ์กันอย่างเนื่องแน่น พวกเขากะวีกะวาดกันออกไปจนถึงขั้นที่ว่าพวกเขาจำนวนมากต้องตกจากสะพานลงสู่กระแสน้ำยูเฟรตีสและจมน้ำตาย เนื่องจากการเบียดเสียดกันอย่างมาก (6)

 

        

 เป็นไปตามคำรายงานของนักประวัติศาสตร์ ฮัจญาจ บินยูซุฟ ได้จบชีวิตลงในปี ฮ.ศ.ที่ 95 หลังจากเป็นผู้ปกครองได้ 20 ปี จำนวนของผู้ที่ถูกสังหารจากน้ำมือของเขาในช่วงเวลานั้นมีถึงหนึ่งแสนสองหมื่นคน (จำนวนดังกล่าวไม่ได้รวมถึงผู้ที่ถูกสังหารในสงครามต่างๆ) และในช่วงที่ฮัจญาจเสียชีวิตนั้นมีบุรุษถึงห้าหมื่นคน และสตรีสามหมื่นคน ถูกคุมขังอยู่ในคุกของเขา ซึ่งจำนวนหนึ่งหมื่นคนจากบรรดาสตรีเหล่านั้นต้องเปลือยเปล่าปราศจากเครื่องนุ่งห่ม

 

        

 มัสอูดีย์ กล่าวหลังจากอ้างอิงเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นว่า ฮัจญาจได้คุมขังบรรดาบุรุษและสตรีไว้ในที่เดียวกัน และคุกของพวกเขาเหล่านั้นไม่มีหลังคาที่ใช้กำบังแสงแดดที่ร้อนจัด กระแสลมแรงและฝน รวมทั้งความหนาวเย็นของฤดูหนาว (7)

 

         

มีปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ของอิบนิ ญูซีย์ว่า อาหารของบรรดาคนคุกเหล่านั้นคือแป้งจากข้าวบาเล่ห์ ขี้เถ้าและเกลือ ทุกคนหลังจากถูกขังอยู่ในคุกใดคุกหนึ่งของฮัจญาจเพียงไม่กี่วัน ผลจากอาหารประเภทนี้และจากการถูกเผาอยู่ท่ามกลางแสงแดด เขาจะกลายเป็นคนที่มีผิวดำไหม้เกรียมเหมือนนิโกร (8)

 

         

อิบนิกุตัยบะฮ์ ดัยนูรีย์ อ้างอิงไว้ว่า เนื่องจากการต่อต้านฮัจญาจ บินยูซุฟของประชาชนชาวเมืองบัศรอฮ์ ทำให้ในวันศุกร์ของเดือนรอมฏอน เมื่อเขาเดินทางเข้าสู่เมืองนี้ และด้วยแผนอุบาทว์ที่เขาวางไว้ ภายในมัสยิดญาเมี๊ยะอ์ของเมืองบัศรอฮ์ เขาได้บังคับประชาชนถึงเจ็ดหมื่นคนให้เดินฝ่าคมดาบออกไป ซึ่งไม่มีโศกนาฏกรรมใดๆ ที่จะพบเห็นเช่นนี้มาก่อนเลยตลอดเวลาแห่งประวัติศาสตร์ (9)

 

        

 มัรฮูม เชคมุฮัมมัด ญะวาด มัฆนียะฮ์ นักเขียนผู้เรืองนามชาวเลบานอนท่านหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้อ่านประวัติศาสตร์และตรวจสอบถึงความหยาบช้าและความกระหายเลือดแล้ว ข้าพเจ้าไม่พบเห็นบุคคลใดที่จะเลวร้ายยิ่งไปกว่า “ฮัจญาจ” ยกเว้นแต่เพียง “นีรูน” ผู้ที่เผากรุงโรมและนั่งดูเปลวไฟที่ลุกไหม้โชติช่วงด้วยความตลกขบขันต่อเปลวไฟที่เผาไหม้บรรดาสตรี เด็กๆ และคนชรา และแน่นอนว่าฮัจญาจนั้นเป็นศัตรูกับอัลลอฮ์และกับความเป็นมนุษย์ อันเป็นลักษณะทั่วไปของผู้ที่เป็นศัตรูของมุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด” (10)

 

         

ท้ายที่สุด อุมัร บินอับดุลอะซีร ได้กล่าวเกี่ยวกับฮัจญาจ บินยูซุฟ ว่า “หากประชาชาติทั้งมวลทำการคัดเลือกบุคคลที่เลวร้ายที่สุด และเป็นผู้ที่กระหายเลือดที่สุดของพวกเขา เพื่อประกวดประขัน

ถึงความชั่วชาสามาลย์และเป็นผู้ก่ออาชญากรรม เราจะส่งฮัจญาจ บินยูซุฟเข้าแข่งขัน ในความต่ำทรามแห่งสัญชาตญาณดังกล่าว และเราจะต้องได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน” (11)

 

         

จากจุดนี้เองที่ความหมายของคำพูดของท่านอิมาม (อ.) ได้เป็นที่ประจักษ์แจ้งสำหรับพวกเรามากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งท่านกล่าวว่า “อัลลอฮ์จะทรงทำให้บุคคลหนึ่งมีอำนาจเหนือพวกเขา ซึ่งจะสร้างความต่ำต้อยไร้เกียรติแก่พวกเขา จนกระทั่งพวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่ต่ำต้อยไร้เกียรติยิ่งไปกว่าผ้าอานามัยซับเลือดประจำเดือนของสตรี”

 

 

คำตอบที่มีต่อท่านหญิงซัยนับ (อ.)

 

         

ท่านฮูเซน บินอะลี (อ.) เดินทางมาถึงที่พักแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “คุซัยมียะฮ์” ซึ่งอยู่ในเส้นทางของท่านที่จะมุ่งหน้าสู่แผ่นดินกัรบะลาอ์ ท่านหยุดพักที่นั้นเป็นเวลาหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็มๆ ในยามเช้าตรู่ ณ สถานที่แห่งนั้น ท่านหญิงซัยนับ (อ.) ได้เข้ามาหาท่าน และกล่าวกับท่านว่า “โอ้ พี่ชายที่รัก บทกวีสองบทนี้ดูเหมือนว่ามันได้ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ และเข้าสู่หูของฉัน ซึ่งมันได้สร้างความสับสนและความกระวนกระวายใจให้กับฉันมากยิ่งขึ้นไปอีก”

 

          “โอ้ ดวงตาเอ๋ย จงเตรียมพร้อมเถิดด้วยความบากบั่น (ในการร้องไห้) เพราะว่าจะมีผู้ใดอีกหรือที่จะร้องไห้ให้กับบรรดาชะฮีดภายหลังจากนี้

 

          (จงร้องไห้) ให้กับกลุ่มชนผู้ซึ่งความตายอันเป็นลิขิตแห่งพระผู้เป็นเจ้า ได้ผลักดันพวกเขาเข้าสู่การกระทำที่ทำให้บรรลุซึ่งคำมั่นสัญญา”

 

         

ท่านอิมามฮูเซน (อ.) กล่าวตอบท่านหญิงซัยนับ (อ.) ด้วยประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวที่ว่า “โอ้ น้องสาวของฉัน สิ่งใดก็ตามที่มันได้ถูกกำหนดไว้แล้ว มันย่อมจะต้องเกิดขึ้น” (12)

 

จุดมุ่งหมายของคำว่า “กำหนดการ” ในที่นี้คืออะไร

 

         

จากการอรรถาธิบายเกี่ยวกับคำว่า “ความประสงค์” และ “ความต้องการ” ทั้งในด้านของการสร้างสรรค์และในด้านของบทบัญญัติ ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในบทที่ผ่านมา ประกอบกับการพิจารณาถึงเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมต่างๆ อันเป็นเฉพาะที่ท่านอิมาม (อ.) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับมันในแง่มุมของภารกิจหน้าที่อันเป็นข้อบัญญัติทางศาสนา เราคิดว่าปัญหาของคำว่า “กำหนดการ” จากคำพูดของท่านอิมาม (อ.) ในที่นี้จำเป็นจะต้องกล่าวเพื่อให้เกิดความกระจ่างขึ้นในอีกระดับหนึ่ง และจุดมุ่งหมายของคำว่า “กำหนดการ” ในที่นี้คือคำสั่งและภารกิจแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาวะต่างๆ อันเป็นเฉพาะดังกล่าว และทำให้ภารกิจอันนี้บรรลุสู่ขั้นตอนการปฏิบัติโดยการกระทำของท่านอิมาม (อ.) นั่นเอง

 

         

เพราะคำว่า “กำหนดการ” หมายถึงภารกิจที่แน่นอนตายตัว และอยู่ในช่วงเวลาของการที่จะทำให้ความต้องการและความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าบรรลุสู่ขั้นตอนของการปฏิบัติ และ “กำหนดการ” นี้มันเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดขึ้นภายหลังจาก “ความต้องการ” หรือ “ความประสงค์”

 

ณ สถานที่พักที่มีชื่อว่า “ซะอ์ละบียะฮ์”

 

         

คาราวานของท่านฮูเซน บินอะลี (อ.) หลังจากออกมาจากคุซัยมียะฮ์และซัรวัด ก็ได้มาถึงสถานที่พักอีกที่หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ซะฮ์ละบียะฮ์” และในสถานที่แห่งนี้ คำพูดของท่านอิมาม (อ.) ได้ถูกรายงานไว้ ซึ่งเป็นคำพูดหนึ่งที่กล่าวขึ้นในช่วงที่มุสลิม บินอะกีล ได้รับชะฮาดัต และอีกสองคำพูดเป็นการตอบคำถามของคนสองคน ซึ่งเราจะนำเอาคำพูดทั้งสามมากล่าวในที่นี้ตามลำดับของมัน

 

         

คำพูดแรก เนื่องในช่วงเวลาของการเป็นชะฮาดัตของมุสลิม บินอะกีล ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนี้ท่านฏ็อบรีย์และนักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆ ได้รายงานไว้โดยละเอียดจากอับดุลลอฮ์ บินมุสลิม เรื่องราวโดยสรุปมีดังนี้คือ

 

       

  อิบนิซะลีม หนึ่งจากประชาชนชาวกูฟะฮ์ได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้าคือมัซรีย์ หลังจากเสร็จสิ้นการประกอบพิธีฮัจญ์ พวกเราได้รีบเร่งเพื่อที่จะไปให้ถึงยังคาราวานของท่านฮูเซน บินอะลี (อ.) โดยเร็ว เพื่อที่จะได้รับรู้ข่าวคราวความเป็นไปของท่านในสถานที่พักแห่งซัรวัด เราจึงตามมาทันคาราวานในสถานที่แห่งนี้ เราได้พบกับผู้เดินทางคนหนึ่งนามว่า “บะกีร” ซึ่งมาจากเมืองกูฟะฮ์ เราจึงสอบถามเกี่ยวกับเมืองของเขา เขากล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันมิได้อยากจะออกมาจากเมืองกูฟะฮ์ แต่เนื่องจากพวกเขาได้สังหารมุสลิม บินอะกีล และฮานีย์ บินอุรวะฮ์เสียแล้ว ฉันได้เห็นกับตาของฉัน พวกเขาได้ลากร่างอันไร้วิญญาณของชะฮีดทั้งสองไปบนพื้นดินเวียนรอบเมืองกูฟะฮ์”

 

         

อับดุลลอฮ์กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับรู้ข่าวดังกล่าว เราจึงเข้าร่วมยังคาราวานของท่านฮูเซน บินอะลี (อ.) จนกระทั่งในช่วงเวลาดวงอาทิตย์ตกดิน เราได้มาถึงสถานที่พักซึ่งมีชื่อว่า “ซะอ์ละบียะฮ์” และในบ้านแห่งนี้เราได้พบกับท่านอิมาม (อ.) อย่างใกล้ชิด พวกเรานำข่าวการเป็นชะฮีดของมุสลิมและฮานีย์มาบอกแก่ท่าน

 

         

อิบนิซะลีม กล่าวว่า เมื่อท่านอิมาม (อ.) ได้รับทราบข่าวนี้ ท่านกล่าวว่า “แท้จริงเราเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ และแท้จริงเราจะกลับคืนไปยังพระองค์” พร้อมกันนั้นน้ำตาก็ได้ไหลรินสู่ใบหน้าของท่านและผู้ร่วมทางของท่าน และบนีฮาชิมก็ได้ร้องไห้เช่นกัน เสียงร้องไห้คร่ำครวญของบรรดาสตรีได้ดังขึ้น หลังจากการสงบลงของที่ชุมนุม อับดุลลอฮ์และเพื่อนร่วมทางของเขาก็เสนอต่อท่านอิมาม (อ.) ว่า “โอ้ บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ข่าวการถูกสังหารของมุสลิมและฮานีย์ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าท่านนั้นไม่มีพรรคพวกที่จะคอยสนับสนุนท่านอยู่เลยในกูฟะฮ์ ดังนั้นเป็นการดีที่ท่านจะหันหน้ากลับเสีย ณ สถานที่แห่งนี้”

 

        

 และอีกด้านหนึ่งลูกหลานของอะกีลก็กล่าวขึ้นว่า “ไม่ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เราจะไม่หยุดยั้งการเดินทางในครั้งนี้ นอกเสียจากว่าเราจะได้ล้างแค้นให้แก่มุสลิม ต่อผู้ที่ได้สังหารเขา หรือไม่เช่นนั้นเราก็จะขอกลิ้งเกลือกไปบนเลือดของตนเองเหมือนกับเขา”

 

        

 การสนทนาและโต้แย้งกันระหว่างฝ่ายหนึ่ง คืออับดุลลอฮ์และผู้ร่วมทางของเขา และอีกฝ่ายหนึ่งคือลูกหลานของท่านอะกีลที่ได้ดำเนินไปอย่างยืดยาว แต่ละฝ่ายต่างก็หยิบยกเหตุผลและหลักฐานต่างๆ ขึ้นมาสนับสนุนทัศนะของตนเอง ในช่วงเวลานั้นเองที่ทุกคนต่างรอคอยว่าท่านอิมาม (อ.) จะแสดงทัศนะและการตัดสินใจของตนออกมาอย่างไร แล้วท่านอิมาม (อ.) ก็กล่าวเช่นนี้ว่า “ไม่มีความดีงาม (และประโยชน์) ใดๆ อีกแล้วสำหรับการมีชีวิตอยู่ภายหลังจากบุคคลเหล่านี้” (คือหลังจากการเป็นชะฮีดของมุสลิมและฮานีย์) (13)

 

         

บทสรุปในที่นี้ก็คือ จากทัศนะของท่านอิมาม (อ.) ผู้เป็นหัวหน้าของบรรดาอิสรชน ท่านถือว่าการมีชีวิตอยู่ในสังคมหนึ่งๆ จะไม่มีคุณค่าและความดีใดๆ อีกแล้ว หากสังคมหนึ่งที่บรรดาบุรุษเช่นมุสลิม บินอะกีล และฮานีย์ บินอุรวะฮ์ ต้องถูกสังหารดังเช่นที่เกิดขึ้นในเมืองกูฟะฮ์ อันเป็นฐานกำลังแห่งอิสลาม โดยที่เรือนร่างของบุคคลเหล่านั้นต้องถูกลากประจานไปทั่วตลาดของเมืองนั้น ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเสียงตักเตือนและการเทศนาของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) ได้แผ่คลุมไปทั่ว

 

          

ใช่แล้ว! หลังจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว และหลังจากการถูกสังหารของบุรุษแห่งพระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้ และในสภาพสังคมเช่นนี้ การมีชีวิตอยู่จะไม่มีความหมายใดๆ อีก หากการมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อยเช่นนี้จะยังคงความหวานชื่นและเบิกบานใจสำหรับความเป็นมนุษย์ก็เพียงแค่รูปร่างของพวกเขาเท่านั้น แต่มิใช่จิตวิญญาณด้านในของพวกเขา

 

คำตอบต่อคำถามหนึ่ง ณ สถานที่พักแห่ง “ซะอ์ละบียะฮ์”

 

        

 เป็นไปตามคำรายงานของเชคซอดูก (รฎ.) นักรายงานฮะดีษผู้ยิ่งใหญ่ของชีอะฮ์ และท่านคอฏีคอวาริซมีย์ ณ สถานที่พักแห่งซะอ์ละบีย์ที่ชายผู้หนึ่งได้เข้ามาพบกับท่านฮูเซน บินอะลี (อ.) เขาถามท่านเกี่ยวกับตัฟซีรโองการที่ว่า “ในวันกิยามะฮ์ เราจะเรียกมนุษย์ทุกคนพร้อมด้วยอิมาม (ผู้นำ) ของพวกเขา” (14)

 

         

ท่านอิมาม (อ.) ตอบเขาว่า “อิมามหนึ่งจะเรียกร้องเชิญชวนสู่ทางนำ ดังนั้นอิมามของพวกเขา (คือกลุ่มชนหนึ่ง) จะตอบรับมัน และอิมาม (ผู้นำ) หนึ่งจะเรียกร้องเชิญชวนสู่ความหลงผิด ดังนั้นพวกเขา (คืออีกกลุ่มชนหนึ่ง) ก็จะตอบรับมัน ชนกลุ่มแรกจะได้เข้าสู่สวรรค์ ส่วนกลุ่มที่สองจะอยู่ในไฟนรก” (15)

 

         

หลังจากนั้นท่านอิมาม (อ.) กล่าวต่อไปว่า “และนี่คือความหมายของพระดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า “กลุ่มชนหนึ่งจะอยู่ในสวรรค์ และอีกกลุ่มชนหนึ่งจะอยู่ในไฟนรก” (16)

 

 

เชิงอรรถ :

 

(1) อันซาบุ้ล อัชรอฟ เล่มที่ 2 หน้า 164, อิรชาด เชคมุฟีด หน้า 219, อัล ลุฮูฟ หน้า 60, มักตัล คอวาริซมีย์ เล่มที่ 1 หน้า 220

 

(2) อันซาบุ้ล อัชรอฟ เล่มที่ 3 หน้า 167, ฏ็อบรีย์ เล่ม 7 หน้า 289, อัล บิดายะฮ์ วันนิฮาบะฮ์ เล่มที่ 8 หน้า 168

 

(3) อัลคอซออิซุล ฮะซะนียะฮ์ เชคญะอ์ฟัร ชูตุรี

 

(4) อิบนิอะซากิร หน้า 211, อัล บิดายะฮ์ วันนิฮาบะฮ์ เล่มที่ 8 หน้า 169, มุซีรุล อะฮ์ซาน หน้า 21, และในตัวบทหนึ่งจากอัลบิดายะฮ์ และอิบนิกะซีร ที่เรามีอยู่ ประโยคแรกๆ ของคำพูดนี้มิได้ปรากฏอยู่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามันอาจถูกบิดเบือนด้วยอำนาจทางการเมือง

 

(5) มุรูญุซซะฮับ เล่มที่ 3 หน้า 143, กามิล อิบนิอะซีร เล่มที่ 4 หน้า 34

 

(6) มุรูญุซซะฮับ เล่มที่ 3 หน้า 137

 

(7) อ้างอิงเล่มเดิม

 

(8) ซะฟีนะตุล บิฮาร เล่มที่ 1 หน้า 222

 

(9) รายละเอียดของเรื่องราวนี้ ค้นคว้าได้จากหนังสือ อัลบะฮ์ วิซซิยาซะฮ์ เล่มที่ 2 หน้า 32

 

(10) ชีอะฮ์ วัลฮากิมูน เล่มที่ 2 หน้า 211

 

(11) ตะซีบุตตะฮ์ซีบ เล่มที่ 2 หน้า 211

 

(12) มักตัล คอวาริซมีย์ เล่มที่ 1 หน้า 225

 

(13) อันซาบุล อัชรอฟ เล่มที่ 3 หน้า 168, ฏ็อบรีย์ เล่มที่ 7 หน้า 294, กามิล อิบนิอะซีร เล่มที่ 3 หน้า 278, อัลบิดายะฮ์ อิบนิกะซีร เล่มที่ 8 หน้า 168, อิรชาร เชคมุฟีด หน้า 222, อัล ลุฮูฟ หน้า 41, ซีรุอะฮ์ลามิล นับอาอ์ เล่มที่ 3 หน้า 208

 

(14) อัลกุรอาน บทอัลอิซรออ์/โองการที่ 71

 

(15) อามาลีย์ ซุดูก มัญจ์ลิสที่ 30, มักตัล คอวาริซมีย์ เล่มที่ 1 หน้า 221

 

(16) อัลกุรอาน บทอัชชูรอ/โองการที่ 7

 

ขอขอบคุณเว็บไซต์ซอฮิบซะมาน

215
0
0% (نفر 0)
 
نظر شما در مورد این مطلب ؟
 
امتیاز شما به این مطلب ؟
اشتراک گذاری در شبکه های اجتماعی:

latest article

บาปเล็กและบาปใหญ่
ที่มาของตัฟซีรอัลกุรอานของ ...
ความยิ่งใหญ่ของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ...
ทำไมขบวนการแห่งกัรบาลาอฺ ...
ความสำคัญของบิสมิลลาฮ์ ...
มักกะห์ ดินแดนแห่งพันธะสัญญา
ประเภทของการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี
ความหมาย ขั้นตอน รูปแบบ การ “อิฮ์ยา”
...
เตาฮีด ...

 
user comment