ไทยแลนด์
Tuesday 23rd of April 2019
  51
  0
  0

มิติความดีงามด้านบุคลิกภาพของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ผู้เป็นสตรีที่เลอเลิศที่สุดในโลก

มิติความดีงามด้านบุคลิกภาพของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ผู้เป็นสตรีที่เลอเลิศที่สุดในโลก

 

ตำราเล่มแล้วเล่มเล่าได้กล่าวถึงบุคลิกภาพและสถานะทางจิตวิญญาณที่สูงส่งของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ(ซ.) แต่แม้ว่าปัญญามนุษย์จะถ่ายทอดความสูงส่งของนางในรูปของหนังสือหรือ

สุนทรพจน์ให้มากกว่านี้อีกสักร้อยสักพันเท่า ก็ยังเทียบได้เพียงหยดน้ำในมหาสมุทร ความดีงามของนาง[1] และถึงแม้ว่าเราไม่อาจจะตีแผ่ทั้งหมด ก็ถือว่ายังดีที่ได้นำเสนอละอองความดีงามของนาง ณ ที่นี้ ดังที่นักกวีได้ประพันธ์ไว้ว่า

“แม้มิอาจดื่มทะเลให้เหือดแห้ง  อย่างน้อยขอจิบให้ได้แรงก็ยังดี”

 

เกี่ยวกับบุคลิกภาพของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ(ซ.) ปัญญาที่เฉียบแหลมที่สุดในหมู่มนุษยชาติก็ยังงุนงงกับความสูงส่งทางบุคลิกภาพ และหากต้องการจะเข้าใจบุคลิกภาพของนางอย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องน้อมรับฟังฮะดีษจากบรรดามะอ์ศูมีน(อ.)ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย

มีฮะดีษที่เชื่อถือได้หลายบทระบุว่า บุคลิกภาพของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์เปรียบเสมือนแก่นแท้ของ

ลัยละตุ้ลก็อดร์ (ค่ำคืนแห่งอานุภาพ)  เนื่องจากลัยละตุ้ลก็อดร์เป็นฐานรองรับการประทาน

พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่เป็นรูปเล่ม ส่วนท่านหญิงฟาฏิมะฮ์เป็นฐานรองรับการประทาน

อัลกุรอานที่พูดได้(บรรดาอิมาม) ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่พัฒนาถึงขีดสุดของความเป็นมนุษย์[2]

 

ฐานะภาพของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(ซ.)สูงส่งถึงขั้นที่ว่าความพึงพอใจและความกริ้วโกรธของนาง ถือเป็นมาตรวัดความพึงพอใจและความพิโรธของท่านนบี(ซ.ล.)และพระองค์อัลลอฮ์

ดังที่มีฮะดีษระบุว่า

“ฟาฏิมะฮ์คือส่วนหนึ่งของฉัน ผู้ใดที่ทำให้นางสุขใจ ถือว่าทำให้ฉันมีความสุขด้วย และผู้ที่ทำให้ฉันมีความสุข ย่อมทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ฟาฏิมะฮ์คือมนุษย์ที่ประเสริฐสุดในสายตาของฉัน”[3]

 อีกฮะดีษหนึ่งท่านนบี(ซ.ล.)ระบุว่า "มัรยัมคือประมุขของสตรีในยุคของนาง ทว่าฟาฏิมะฮ์บุตรีของฉัน เป็นประมุขแห่งอิสตรีทั่วโลกนับแต่บรรพกาลจนถึงวันสิ้นโลก"[4]

 อีกฮะดีษกล่าวว่า "มีมะลาอิกะฮ์ตนหนึ่งได้แจ้งแก่ฉันว่า ฟาฏิมะฮ์(ซ.)คือประมุขแห่งสตรีชาวสวรรค์ และเลอเลิศที่สุดในหมู่อิสตรี" [5]

จะเห็นได้ว่าคุณงามความดีของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์สูงส่งยิ่งกว่าท่านหญิงมัรยัมและสตรีที่ได้รับการยกย่องอย่างเช่นท่านหญิงอาซียะฮ์ เพราะเกียรติสูงสุดของท่านหญิงอาซียะฮ์คือการได้รับโอกาสในการช่วยทำคลอดท่านหญิงฟาฏิมะฮ์[6]

 

ส่วนมิติด้านศีลธรรมจรรยาของท่านหญิงนั้น สังเกตุเห็นได้จากวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและสมถะ ทั้งที่สามารถจะได้รับความสะดวกสบายขั้นสูงสุด เนื่องจากนางมีฐานะเป็นธิดาของท่านนบี(ซ.ล.) ท่านนบี(ซ.ล.)ได้มอบที่ดินเกษตรกรรม"สวนฟะดัก"แก่นาง[7] ซึ่งทำรายได้ให้กับนางไม่น้อย นางสามารถจะหาซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างครบครันสำหรับครอบครัว แต่นางเลือกบริจาคผลกำไรทั้งหมดแก่ผู้ยากไร้ โดยตนเองก็ทนใช้ชีวิตอย่างสมถะต่อไป

 

มิติทางบุคลิกภาพอีกประการหนึ่งของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ก็คือ มิติแห่งการบริจาคและความเสียสละ ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวการบริจาคชุดเจ้าสาวของตนแก่หญิงชราผู้ยากไร้ในคืนวิวาห์ หรือเมื่อครั้งที่ได้บริจาคอาหารแก่ผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า และเชลยศึก ทั้งๆที่ครอบครัวของนางไม่มีอาหารเพื่อละศีลอดเป็นเวลาสามคืนติดต่อกัน อันได้รับการตีแผ่ไว้ในซูเราะฮ์ อัดดะฮ์ริ (อัลอินซาน)

 

อีกมุมหนึ่งของคุณความดีของนางก็คือการทำอิบาดะฮ์ ในเชิงปริมาณนั้น นางทำอิบาดะฮ์ในทุกย่างก้าว เพราะไม่ว่าพฤติกรรมหรือวจีกรรมของนาง ความเพียรพยายามของนาง ลมหายใจเข้าออกของนางทั้งวันและคืน ล้วนแล้วแต่เป็นอิบาดะฮ์ทั้งสิ้น[8] หลังจากที่ท่านหญิงนำลูกๆเข้านอนและทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจะทำนมาซตะฮัจญุดจนเท้าทั้งสองข้างบวมเป่ง [9]

อิบาดะฮ์ของเธอเปี่ยมสว่างไสวถึงขั้นที่มวลมะลาอิกะฮ์แปลกใจที่เห็นลำรัศมีส่องสว่างจากบ้านของท่านหญิง กระทั่งมลาอิกะฮ์ระดับสูงกว่าเจ็ดหมื่นตนพร้อมใจกันกล่าวสลามและอวยพรแด่ท่าน[10]

 

หนึ่งในความภาคภูมิใจของชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ ก็คือ เศาะฮีฟะฮ์ฟาฏิมียะฮ์  ซึ่งญิบรออีลได้ถ่ายทอดความรู้บางประการแก่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์[11]

 

ความเหนียมอายและจริตแห่งกุลสตรี นับเป็นอีกมิติหนึ่งของบุคลิกภาพอันงดงามของท่านหญิง ซึ่งควรได้รับการเชิดชูเป็นแบบอย่างสำหรับสตรีในสังคม

ในวันหนึ่งท่านนบี(ซ.ล.)ได้เอ่ยถามบรรดาสาวก ว่า

"วิถีชีวิตแบบใดเหมาะสมที่สุดสำหรับสตรี?" ท่านซัลมาน (ซึ่งเป็นชายชรา) ไม่สามารถตอบได้ จึงมาเยี่ยมเยียนและสอบถามจากท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ นางตอบว่า "เหมาะสมที่สุดสำหรับสตรีคือ ไม่จ้องมองบุรุษเพศ และไม่ปล่อยให้บุรุษเพศจ้องมอง"[12]

 

ท้ายนี้ขอเน้นบุคลิกภาพของท่านหญิงที่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาเป็นแบบอย่าง นั่นคือ

ความกล้าหาญที่จะรักษาหลักวิลายะฮ์ (อำนาจ)และอิมามัต(ตำแหน่งผู้นำ) เห็นได้จากการที่ท่านหญิงสำแดงบทบาทดังกล่าวอย่างงดงามหมดจด หลังการจากไปของนบี(ซ็อลฯ)[13]

นางรู้จักผู้คนในยุคนั้นเป็นอย่างดี ทราบดีว่าคนในยุคนั้นไม่เข้าใจคำพูดของนาง อีกทั้งไม่อาจหาญพอที่จะช่วยเหลือนาง แต่นางประสงค์จะให้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้ชนรุ่นหลังได้ประจักษ์และแยกแยะสัจธรรมจากอธรรม  ดังที่กล่าวว่า

 "ฉันรู้ดีว่าพวกท่านตกอยู่ใต้อาณัติของความต้อยต่ำ พิษแห่งการนิ่งนอนใจได้ครอบคลุมพวกท่าน และเมฆแห่งความบิดพลิ้วที่ดำทะมึนได้ปกคลุมหัวใจพวกท่าน จะพูดอย่างไรได้ในเมื่อใจของฉันกระอักเลือด และไม่อาจเงียบเฉยได้อีกต่อไป"[14]

 

ตลอดเวลาที่เท่านหญิงต่อสู้ทางความคิดและตีแผ่ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล ท่านหญิงไม่เคยท้อถอยยอมจำนน ทั้งนี้ก็เพื่อให้มุสลิมทุกยุคสมัยได้เข้าใจว่า ไม่ควรอดรนทนดูการรุกรานทางความเชื่อโดยไม่ทำอะไร นางมิได้นิ่งนอนใจต่ออุตริกรรมและการบิดเบือนอิสลาม นางผงาดสู้และเปิดโปงอธรรมอย่างเด็ดเดี่ยว ทั้งนี้ก็เพราะหยั่งรู้มาจากการบอกเล่าของญิบรออีลว่า ในอนาคตจะมีผู้มีศักยภาพพอที่จะช่วยเชิดชูอิมามัต(ตำแหน่งผู้นำ)ให้รุ่งโรจน์ เมื่อนั้นจุดประสงค์ของการสรรสร้างมนุษย์ก็จะสัมฤทธิ์ผล[15]

 

 

 

อ้างอิง

[1] รินน้ำเกาษัรอันบริสุทธิ์, มุฮัมมัดตะกี มิศบาห์ ยัซดี, หน้า 21

 

[2] อ้างแล้ว, หน้า17

 

[3] อะมาลี, เชคฏูซี, เล่ม 1, หน้า 24

 

[4] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 43, หน้า 24, ฮะดีษที่20

 

[5] อะมาลี, เล่ม 1, หน้า 457 และ ดะลาอิลุลอิมามะฮ์, หน้า 8 และ ฆอยะตุลมะรอม, หน้า 177 และ บิฮารุลอันวาร, เล่ม 43, หน้า2

 

[6] อ้างแล้ว

 

[7] อัลกาฟี, เล่ม 1, หน้า 538, หมวด بَابُ الْفَیْ ءِ وَ الْأَنْفَالِ وَ تَفْسِیرِ الْخُمُسِ وَ حُدُودِهِ وَ مَا یَجِبُ فِیهِ

 

[8] อิห์กอกุลฮักก์, เล่ม 4, หน้า481

 

[9] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 42, หน้า 177

 

[10] อ้างแล้ว, เล่ม 43, หน้า 12, ฮะดีษที่6

 

[11] อ้างจากคำสั่งเสียทางการเมืองของอิมามโคมัยนี, เศาะฮีฟะฮ์นูร, เล่ม 21, หน้า 171, :

 เราภูมิใจที่ดุอา(คำวิงวอน)อันตรึงใจ ซึ่งขนานนามกันว่าอัลกุรอานที่เหินสู่เบื้องบนนั้น มาจากอิมามมะอ์ศูมีน (บรรดาผู้นำ ผู้บริสุทธิ์) ของเรา เราภูมิใจที่เรามีมุนาญาต ชะอ์บานียะฮ์ (บทวิงวอนประจำเดือนชะอ์บาน)จากบรรดาอิมาม และดุอาอะรอฟะฮ์จากอิมามฮุเซน และเศาะฮีฟะฮ์ ซัจญาดียะฮ์, ที่เปรียบดั่งคัมภีร์ซะบูรของวงศ์วานนบี และเศาะฮีฟะฮ์ ฟาฏิมียะฮ์ ซึ่งเป็นหนังสือที่รวมการดลใจท่านหญิงฟาฏิมะฮ์โดยพระองค์.

 

[12] วะซาอิลุชชีอะฮ์, เล่ม 14, หน้า 43,172 และ บิฮารุลอันวาร, เล่ม 43, หน้า 54

 

[13] รินน้ำเกาษัรอันบริสุทธิ์, มุฮัมมัดตะกี มิศบาห์ ยัซดี, หน้า 145

 

[14] กัชฟุลฆุมมะฮ์, เล่ม 1, หน้า 491 และ อัลอิห์ติญาจ, หน้า 102 และ ดะลาอิลุลอิมามะฮ์, หน้า 37

 

[15] รินน้ำเกาษัรอันบริสุทธิ์, มุฮัมมัดตะกี มิศบาห์ ยัซดี, หน้า 149

 

ขอขอบคุณเว็บไซต์อิสลามเควสท์

  51
  0
  0
امتیاز شما به این مطلب ؟

latest article

      خلیج فارس کی عرب ریاستوں میں عید الاضحی منائی جارہی ہے
      پاکستان، ہندوستان، بنگلہ دیش اور بعض دیگر اسلامی ...
      پاکستان کی نئی حکومت: امیدیں اور مسائل
      ایرانی ڈاکٹروں نے کیا فلسطینی بیماروں کا مفت علاج+ ...
      حزب اللہ کا بے سر شہید پانچ سال بعد آغوش مادر میں+تصاویر
      امریکہ کے ساتھ مذاکرات کے لیے امام خمینی نے بھی منع کیا ...
      کابل میں عید الفطر کے موقع پر صدر اشرف غنی کا خطاب
      ایرانی ڈاکٹروں کی کراچی میں جگر کی کامیاب پیوندکاری
      شیطان بزرگ جتنا بھی سرمایہ خرچ کرے اس علاقے میں اپنے ...
      رہبر انقلاب اسلامی سے ایرانی حکام اور اسلامی ممالک کے ...

 
user comment