ไทยแลนด์
Friday 20th of July 2018

อิมามมะฮ์ดีในมุมมองของปรัชญาประวัติศาสตร์ ตอนที่ 4

อิมามมะฮ์ดีในมุมมองของปรัชญาประวัติศาสตร์ ตอนที่ 4

อิมามมะฮ์ดีในมุมมองของปรัชญาประวัติศาสตร์ ตอนที่ 4

 

 

ยุคต่าง ๆ ของสังคมแห่งอุดมคติ

 

เพื่อที่บทความของเราจะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้เรียบเรียงมีความเห็นว่า เราน่าจะปิดท้ายประเด็นการศึกษาของเราเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดีในมุมมองของปรัชญาประวัติศาสตร์ด้วยทฤษฎีที่กล่าวถึงยุคต่าง ๆ ของสังคมแห่งอุดมคติซึ่งเป็นประเด็นศึกษาที่น่าสนใจในเรื่องนี้

 

ท่านชะฮีดมุฮัมมัด  อัศศ็อดร์ ผู้เขียนสารานุกรมอิมามมะฮ์ดี (เมาสูอะฮ์ อัลอิมาม อัลมะฮ์ดี) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโลกภายหลังจากการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดีไว้ โดยอาจแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆได้ดังนี้

 

ยุคแห่งการปรากฏกาย (อัศร์ อัซซุฮูร)


ยุคของกัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรม (อัศร์ อัลเอาลิยาอ์  อัศศอลิฮีน)


ยุคของสังคมแห่งผู้ปราศจากความผิดพลาด (อัศร์ อัลมะอ์ศูม)

 

ในยุคแห่งการปรากฏกาย สังคมมนุษย์จะเข้าสู่ความรุ่งเรือง ความผาสุก ความยุติธรรม และความเจริญก้าวหน้าที่มนุษย์ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในยุคใด ซึ่งตัวบทรายงานทางศาสนากล่าวถึงระยะเวลาของยุคนี้ไว้ต่างกัน รายงานบางบทกล่าวว่ายุคนี้จะมีระยะเวลายาวนานถึงเจ็ดปี บางบทกล่าวว่าเก้าปี บางบทกล่าวว่าสิบเจ็ดปี หรือบางบทกล่าวว่าสี่สิบปี แต่อย่างไรก็ดี หลังจากการปรากฏกายของอัลมะฮ์ดีประวัติศาสตร์ก็จะเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่ายุคแห่งอัลมะฮ์ดียูน (ผู้ได้รับการชี้นำ) หรือที่ชะฮีดมุฮัมมัด อัศศ็อดร์ เรียกว่า “กัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรม” (อัลเอาลิยาอ์  อัศศอลิฮีน) ซึ่งภายหลังจากอิมามมะฮ์ดีโลกก็จะอยู่ภายใต้การปกครองของคนกลุ่มหนึ่งที่มีกล่าวถึงไว้ในตัวบทรายงานว่า “อัลมะฮ์ดียูน” ดังวจนะของศาสดามุฮัมมัดที่บันทึกอยู่ในบิหาร อัลอันวาร ว่า “โอ้อะลี ภายหลังจากฉันจะมีอิมามสิบสองคน และหลังจากพวกเขาก็จะมีอัลมะฮ์ดีสิบสองคน และเธอก็เป็นคนแรกของอิมามสิบสองคนนั้น”[1] และในคำวิงวอน (ดุอาอ์) บทหนึ่งก็กล่าวว่า

 

“ข้าแต่อัลลอฮ ขอโปรดทรงประสาทพรแด่บรรดาผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา ผู้เป็นอิมามภายหลังจากเขา และขอทรงทำให้ความปรารถนาของพวกเขาเป็นจริง และโปรดทรงเพิ่มระยะเวลาให้แก่พวกเขา และขอทรงให้การช่วยเหลือพวกเขา ...”[2]

 

ชะฮีดมุฮัมมัด อัศศ็อดร์ กล่าวว่า


“การปกครองของกัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรมจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการวางรากฐานหรือการเปลี่ยนผ่านที่จะนำสังคมโลกไปสู่ยุคแห่งการปราศจากความผิดพลาด (อัศร์ อัลอิศมะฮ์) ซึ่งความเห็นส่วนรวมที่เป็นเอกฉันท์จะปราศจากความผิดพลาด (อัลมะอ์ศูม) และเมื่อนั้นก็จะไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องมีการแต่งตั้งผู้นำเหมือนกับยุคของกัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรม แต่การเป็นผู้นำจะกำหนดโดยสภาและการคัดเลือก”[3]

 

ยุคของอัลมะฮ์ดียูนหรือยุคแห่งกัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรมจะมีระยะเวลานานนับสิบปี และหลังจากนั้นโลกก็จะเข้าสู่ยุดสุดท้ายของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ คือ ยุคของสังคมแห่งผู้ปราศจากความผิดพลาด (อัศร์ อัลมะอ์ศูม) ที่สังคมมนุษย์จะมีความเป็นเอกเทศในจัดบริหารจัดการโดยไม่ต้องอาศัยผู้นำที่มาจากการแต่งตั้ง แต่การบริหารปกครองทั้งหมดจะอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มเดียวกันกับกัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรม เพียงแต่ข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่ได้รับการคัดเลือกกับกัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรม (ดังที่ชะฮีดมุฮัมมัด อัศศ็อดร์ ได้กล่าวไว้) อยู่ตรงที่ “บรรดากัลยาณมิตรผู้ทรงคุณธรรมที่มาจากอัลมะฮ์ดียูนนั้นเกิดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติจากการอบรมที่พิเศษ และได้รับอำนาจจากอำนาจที่เป็นไปตามหลักการพื้นฐานและกฎเกณฑ์ที่ได้รับมาจากอิมามมะฮ์ดี ส่วนผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมาจากความเห็นส่วนรวมที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ซึ่งจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่บรรลุถึงความยุติธรรมขั้นสูงถึงระดับของการปราศจากความผิดพลาด (อิศมะฮ์) ที่เกิดขึ้นโดยมิได้อาศัยความจำเป็นใด ๆ ”[4]

 

ยุคสมัยดังกล่าวจะมีระยะเวลายาวนานอยู่หลายศตวรรษ ต่างกับบางทฤษฎีที่กล่าวว่ายุคแห่งสังคมอุดมคติจะดำรงอยู่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ แล้วหลังจากนั้นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็จะเข้าสู่ความอยุติธรรมความและความมืดมิดอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างอิงตัวบทรายงานที่ไม่ได้รับการยอมรับบทหนึ่งที่กล่าวว่า “กาลเวลา (วันสิ้นโลก) จะอุบัติขึ้นเหนือเหล่าทุรชน”

 

อย่างไรก็ตาม ความยุติธรรมของพระเจ้ากำหนดว่ายุคแห่งสังคมอุดมคติจะต้องดำรงอยู่อย่างยาวนานเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเป็นการทดแทนให้มนุษยชาติสำหรับความอยุติธรรมและการกดขี่ที่พวกเขาต้องประสบพบเจอมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ อนึ่ง เราจะพบได้ว่ามีตัวบททางศาสนามากมายที่ยืนยันถึงความเชื่อของเรา เช่น “พลพรรคแห่งสัจธรรมยังคงอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก จนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ใกล้เข้ามา ซึ่งความสุขสบายในช่วงเวลานั้นยาวนานยิ่ง”[9] ซึ่งวจนะบทนี้บ่งบอกถึงความสุขสบายที่ยาวนานมิใช่ระยะเวลาสั้น ๆ ที่สูญสิ้นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีหะดีษกุดสีย์บทหนึ่ง กล่าวว่า

 

“ขอสาบานด้วยเกียรติยศและความยิ่งใหญ่ของข้า ข้าจะทำให้ศาสนาของข้าได้ปรากฎด้วยพวกเขา และจะเทิดวจนะของข้าด้วยพวกเขา และจะชำระล้างผืนแผ่นดินให้หมดสิ้นไปจากศัตรูของข้าด้วยคนสุดท้ายของพวกเขา และจะทำให้เขามีอำนาจในปัจฉิมทิศและบูรพาทิศของผืนแผ่นดิน ... จากนั้นข้าก็จะบันดาลให้อำนาจการปกครองของเขามีเวลาอันยาวนาน และข้าจะเปลี่ยนผ่านวันเวลาระหว่างกัลยาณมิตรของข้าไปจนถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”[6]

 

ซึ่งหะดีษกุดสีย์บทนี้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า สังคมอุดมคติที่จะสถาปนาขึ้นโดยอิมามมะฮ์ดีจะดำรงอยู่ไปจนถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และเช่นนี้เองที่สังคมจะเข้าสู่ความเจริญก้าวหน้าทางจิตวิญญาณหลังจากที่ได้ทำการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และการแบ่งสันปันส่วนทรัพยากร เพื่อที่สมาชิกทุกคนในสังคมจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับพระผู้สร้าง

 

“เพื่อที่คนทุกคนจะเฝ้าคอยการกลับไปพบกับอัลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่อย่างเต็มไปด้วยความปีติยินดีในการบรรลุถึงความพึงพอพระทัยอันยิ่งใหญ่ของพระองค์และความโปรดปรานอันยืนนาน ซึ่งอัลลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกรจะทรงประสงค์ที่จะรับพวกเขาไปสู่พระองค์โดยถ้วนหน้ากัน เสมือนเจ้าบ่าวที่รับตัวเจ้าสาว และคนรักที่กลับไปหาคนรักของตน จากนั้นพวกเขาทั้งหมดจะพบกับความตายในสภาพที่เหมือนกับการดมกลิ่นอันหอมหวนของร็อยฮาน (พืชที่มีกลิ่นหอมชนิดหนึ่ง) และเมื่อนั้นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็จะปิดฉากลง เพื่อเข้าสู่การเริ่มต้นของวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”[7]

 


 แหล่งอ้างอิง


[1] บิฮารุลอันวาร มูฮัมมัดบากิร มัจญลิซี เล่ม 36 หน้า 261
[2] หนังสือเดิม เล่ม 92 หน้า 332  
[3] ตารีค มา บะอ์ดัซซูฮูร มูฮัมมัด อัศศ็อดร์ หน้า 647
[4]  เล่มเดิม
[5] บิฮารุลอันวาร มูฮัมมัดบากิร มัจญลิซี เล่ม 64 หน้า 213
 [6]  หนังสือเดิม เล่ม 52 หน้า 312
 [7]  ตารีค มา บะอ์ดัซซูฮูร มูฮัมมัด อัศศ็อดร์ หน้า 665


บทความโดย เชคมิกด๊าด วงศ์เสนาอารี

latest article

      ดุอาประจำวันที่ 15 ...
      ดุอาประจำวันที่ 16 ...
      ดุอาประจำวันที่ 17 ...
      ...
      ชะฟาอัตของท่านหญิงมะอ์ซูมะฮ์(อ.) ...
      ...
      ...
      ดุอาประจำวันที่ 21 ...
      คำสอนของลุกมาน ฮะกีม ...
      อิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก ...

user comment